ข่าวอสังหาริมทรัพย์

รวบรวมข่าวความเคลื่อนไหว ในแวดวงอสังหาฯ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่องบ้าน และลูกค้าได้อัพเดทข่าวสาร

23 พ.ย.2560

แก้หนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์ รัฐปล่อยสินเชื่อรายละ 5 หมื่น กว่า 7 พันล้าน

กิจกรรมและข่าวประชาสัมพันธ์ / ข่าวอสังหาริมทรัพย์

Google Plus

          หลังจากที่รัฐบาลประกาศให้การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลังรับหน้าที่เป็นแม่งานในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งได้เดินหน้าขจัดหนี้นอกระบบโดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ครอบคลุมทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้หนี้นอกระบบกลายเป็นศูนย์โดยเร็วที่สุด ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบประจำเดือนตุลาคม 2560 พบว่า มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก

ดึงผู้ให้กู้เข้าระบบ 384 ราย ปล่อยกู้แล้วเกือบร้อยล้าน

          สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ได้รับความสนใจจากภาคประชาชนเป็นอย่างมาก และมีการกระจายตัวครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ซึ่งกระทรวงการคลังเปิดให้ผู้สนใจยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2560 มีนิติบุคคลยื่นคำขออนุญาต 384 ราย ใน 63 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้ยื่นคำขออนุญาตมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ นครราชสีมา 41 ราย กรุงเทพฯ 32 ราย และร้อยเอ็ด 27 ราย ทั้งนี้ มีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจแล้ว 176 ราย ใน 50 จังหวัด ซึ่งในจำนวนนี้ได้เปิดดำเนินการแล้ว 95 ราย ใน 40 จังหวัด และมีผู้ปล่อยสินเชื่อแล้ว 74 ราย ใน 36 จังหวัด

          ด้านการปล่อยสินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปล่อยสินเชื่อได้ภายในเขตจังหวัดให้แก่ผู้มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ภายในจังหวัดนั้น ๆ วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกิน 36% ต่อปี (Effective Rate) ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2560 มีสินเชื่ออนุมัติสะสม 2,928 บัญชี เป็นเงิน 92.23 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่ออนุมัติเฉลี่ย 31,498.32 บาท/บัญชี

          การอนุมัติสินเชื่อประกอบด้วย สินเชื่อแบบมีหลักประกัน 2,050 บัญชี เป็นเงิน 67.64 ล้านบาท คิดเป็น 73.34% ของจำนวนสินเชื่อที่อนุมัติ และสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน 878 บัญชี เป็นเงิน 24.59 ล้านบาท คิดเป็น 26.66% ของจำนวนสินเชื่อที่อนุมัติ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,966 บัญชี เป็นเงิน 67.21 ล้านบาท ทั้งนี้ มีสินเชื่อที่ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน จำนวน 58 บัญชี เป็นเงิน 1.75 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.60% ของสินเชื่อคงค้างรวม และยังไม่มีสถิติสินเชื่อค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน (NPL)


ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อแทนหนี้นอกระบบกว่า 7 พันล้าน

          สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินให้เป็นทางเลือกของประชาชนในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบแทนหนี้นอกระบบ รายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน โดยได้เร่งกระจายความช่วยเหลือด้านสินเชื่อดังกล่าวแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2560 มีการอนุมัติสินเชื่อรวม 164,161 ราย เป็นเงิน 7,403.71 ล้านบาท คิดเป็น 74.04% ของวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 10,000 ล้านบาท สามารถจำแนกเป็นสินเชื่อที่อนุมัติแก่ประชาชนทั่วไป 153,567 ราย เป็นเงิน 6,932.09 ล้านบาท และสินเชื่อที่อนุมัติแก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 จำนวน 10,594 ราย เป็นเงิน 471.62 ล้านบาท

          นอกจากมาตรการทางด้านสินเชื่อแล้วทางกระทรวงการคลังยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการกวดขันจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบและผู้ติดตามทวงถามหนี้โดยวิธีการผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการสะสมของปีงบประมาณ 2560 ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2560 มีการจับกุมผู้กระทำผิด 1,576 คน

          ทั้งนี้ ประชาชนที่มีปัญหาหนี้นอกระบบสามารถพิจารณาใช้บริการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์เป็นแหล่งทุนทางเลือกทดแทนการกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นอกระบบ โดยตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่เปิดดำเนินการแล้วในปัจจุบัน ได้จากเว็บไซต์ www.1359.go.th ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

          นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้ ณ สาขาของธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการให้คำปรึกษาแนะนำ ตลอดจนพิจารณาความช่วยเหลือด้วยสินเชื่อของธนาคารในเบื้องต้น แต่หากพบว่ามีหนี้นอกระบบที่ไม่เป็นธรรมหรือประชาชนรายใดยังขาดศักยภาพในการชำระหนี้ ธนาคารจะประสานความช่วยเหลือด้านการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบให้เกิดความเป็นธรรม หรือจะประสานความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูอาชีพและสร้างรายได้ไปยังคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัดแต่ละจังหวัดต่อไป

 
ที่มา : www.ddproperty.com
(23 พฤศจิกายน 2560)