ข่าวอสังหาริมทรัพย์

รวบรวมข่าวความเคลื่อนไหว ในแวดวงอสังหาฯ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่องบ้าน และลูกค้าได้อัพเดทข่าวสาร

30 ส.ค.2561

ธปท.ยันไม่รีบขึ้นดอก

กิจกรรมและข่าวประชาสัมพันธ์ / ข่าวอสังหาริมทรัพย์

Google Plus

          ผู้ว่าฯ ธปท. รับ ดอกเบี้ยต่ำนานมีความเสี่ยงหลายด้าน แต่ไม่ต้องรีบขึ้นดอกเหมือนประเทศอื่น เพราะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แม้จะมีแรงกดดันการปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติของประเทศเศรษฐกิจหลักสร้างความผันผวนขึ้น แต่ไทยไม่จำเป็นต้องรีบปรับดอกเบี้ยเท่าประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น เพราะฐานะแข็งแกร่ง ทั้งทุนสำรองอยู่ระดับสูง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ต่างชาติถือครองพันธบัตรในประเทศไทยเพียง 10% จึงสามารถใช้นโยบายการเงินดูแลเศรษฐกิจไทยเป็นหลักได้ แต่เทียบกับประเทศอื่นในตลาดเกิดใหม่ที่มีสัดส่วนเงินทุนต่างชาติถึง 40% เมื่อทุนไหลออกจึงกระทบสภาพคล่อง
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ระดับ 1.5% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งไทยเคยลดดอกเบี้ยไปต่ำสุด 1.25% เมื่อปี 2552 เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีวิกฤตการเงินโลก ปัจจุบันดอกเบี้ยสูงกว่าช่วงวิกฤตเพียง 0.25% แต่ต้องพิจารณาให้ความสำคัญช่องว่าง การดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) หากมีวิกฤตอีกครั้งจะรองรับได้หรือไม่

          ทั้งนี้ เสถียรภาพระบบการเงินเป็นประเด็นที่เริ่มให้น้ำหนักมากขึ้น หลังจากเห็นความเปราะบางจากอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ทั้งการแสวงหาผลตอบแทนสูง หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง และธุรกิจใช้การกู้ยืมเป็นแหล่งเงินทุน รวมทั้ง สินเชื่อบ้าน สถาบันการเงินรับความเสี่ยงให้วงเงินต่อหลักประกันสูงขึ้น โดย ธปท.พร้อมจะใช้เครื่องมือ ต่างๆ เข้ามาดูแลเสถียรภาพระบบการเงินและระบบสถาบันการเงิน ให้มีความเหมาะสม

          นายวิรไท กล่าวว่า การดำเนินนโยบายของ ธปท.ไม่ตัดสินใจเพียงระยะสั้น แต่มองระยะยาว ที่ใช้ข้อมูลดัชนีต่างๆ ภายใต้ 3 เป้าหมายหลัก คือ อัตราเงินเฟ้อเข้ากรอบ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน และเสถียรภาพระบบการเงินไทย ด้านเงินเฟ้อมีความท้าทายทางโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน การค้าขายสมัยใหม่ที่มาทดแทนการค้าขายแบบเดิม โดยโครงสร้างเงินเฟ้อที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมนี้ เป็นประเด็นที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญ
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
(วันที่ 30 สิงหาคม 2561)