ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเรา รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็น ประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจเรื่องบ้าน และลูกค้าของบริษัททุกๆ ท่าน

15 ม.ค.2562

พีดีเฮ้าส์ ปลื้มโปรฯ ส่งท้ายปีจอฮอต ชิงแชร์ยอดขายโค้งสุดท้าย 300 ล้านบาท

กิจกรรมและข่าวประชาสัมพันธ์ / ข่าวประชาสัมพันธ์

Line
          พีดีเฮ้าส์ โอ่กวาดยอดขายบ้าน Q4 แตะ 300 ล้านบาท เชื่อปล่อยโปรโมชั่นจังหวะเหมาะ ช่วงเวลาผู้บริโภคตัดสินใจสร้างบ้านหลังใหม่ กอปรกับผ่านพ้นฤดูกาลฝนฟ้า รวมถึงลูกค้าบอกต่อปากต่อปาก เผยปี 61 ลูกค้าต่างชาติใช้บริการสร้างบ้านเติบโต 18% มูลค่า 180 ล้านบาท แต่ยอมรับตลาดรับสร้างบ้านภูธรแข่งขันราคาเดือด จนต้องเร่งปรับตัวรับมือ ดึงเทคโนโลยีก่อสร้างพร้อมนำแนวคิด Economy of scales ภายใต้ระบบแฟรนไชส์รับสร้างบ้านมาช่วยลดต้นทุน เพื่อฉุดราคาต่ำลงแต่คุณภาพคงเดิม พร้อมลุยแข่งขันรายย่อยเต็มสูบ ชี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ต้องปรับซอยกลยุทธ์การตลาดเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ 3 เดือน ตั้งเป้ายอดขาย Q1 เบาะ ๆ 300 ล้านบาท

  
 

          นายพิศาล ธรรมวิเศษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด ภายใต้แบรนด์พีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. หรือโค้งสุดท้ายปี 61 บริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่น “พีดีเฮ้าส์ เคาท์ดาวน์” มอบส่วนลดราคาบ้าน 2 แสนบาท - 1 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่จองสร้างบ้านภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับเกินคาด ทั้งนี้สามารถปิดยอดจองสร้างบ้านได้ทั้งสิ้น 296 ล้านบาทเศษ โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่ลูกค้าตัดสินใจจองสร้างบ้านมาจาก ประการแรกไตรมาสสุดท้าย-ไตรมาสแรก ของปีเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการเริ่ม-ลงมือสร้างบ้านหลังใหม่ ประการที่ 2 คุณภาพผลงานและความน่าเชื่อถือที่ลูกค้ามีต่อพีดีเฮ้าส์ และ ประการสุดท้าย แรงจูงใจจากโปรโมชั่นลดราคา อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีกำลังซื้อและความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคอีกพอสมควร ซึ่งอาจตัดสินใจไม่ทันหรือรอดูสถานการณ์หลังปีใหม่ก่อน จึงจะกล้าตัดสินใจลงทุนเรื่องสร้างบ้าน ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทฯ เองก็มีการปรับตัวและเตรียมความพร้อมทุกด้านไว้แล้ว  รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่อาจจะมีผลกระทบต่อบริษัทฯ อาทิ ต้นทุนในอนาคตที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาแรงงานขาดแคลน ฯลฯ เป็นต้น 

          “ก่อนหน้านี้บริษัทฯ คาดการณ์ไว้แล้วว่า ในช่วงระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.กำลังซื้อและการตัดสินใจสร้างบ้านของผู้บริโภคมีแนวโน้มขยายตัว เพราะจากการสอบถามและเก็บข้อมูล เกี่ยวกับความต้องการสร้างบ้านของกลุ่มเป้าหมายในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีกำลังซื้อและความต้องการส่วนหนึ่ง ชะลอการตัดสินใจมาตั้งแต่ช่วงกลางปี เหตุเพราะมีความกังวลกับฤดูกาลที่ปีนี้ฝนตกชุกเกือบตลอดปี ดังนั้น แนวโน้มการตัดสินใจสร้างบ้านจึงน่าจะเริ่มในช่วงปลายปี-ต้นปี เพราะมองว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่น่าจะปลอดโปร่งจากฝนฟ้านานถึง 5-6 เดือน กอปรกับแนวคิดการสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงาน คุณภาพและผลงานสร้างบ้านที่ผ่านมาของกลุ่มพีดีเฮ้าส์ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมทั้งในต่างจังหวัด เป็นที่ยอมรับและพึงพอใจของลูกค้าที่เคยใช้บริการมาก่อน ทำให้มีการบอกต่อ ๆ กัน โดยเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดและลูกค้าชาวต่างชาติ (ภรรยาคนไทย) ซึ่งในปีนี้ลูกค้าชาวต่างชาติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 18% ของจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการสร้างบ้านกับกลุ่มบริษัทฯ ทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 180 ล้านบาทเศษ ในขณะเดียวกันการจัดโปรโมชั่น “พีดีเฮ้าส์ เคาท์ดาวน์” ในช่วงท้ายปี ด้วยการมอบส่วนลดพิเศษ 2 แสนบาท - 1 ล้านบาท (ตามราคาบ้าน) ให้แก่ลูกค้าที่จองสร้างบ้านก่อนสิ้นปี 2561 ถือเป็นสีสันและจังหวะเหมาะที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะรู้ดีว่าหากตัดสินใจล่าช้ากว่านี้ ราคาบ้านในปี 2562 อาจปรับสูงขึ้น”

          สำหรับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในแง่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและแรงงานที่ขาดแคลนนั้น บริษัทฯ ได้มีการเจรจาหารือและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากคู่ค้าและซัพพลายเออร์ต่าง ๆ ที่ยินดียืนราคาเดิมเอาไว้ สำหรับลูกค้าที่จองสร้างบ้านตามโปรโมชั่นที่จัดขึ้นข้างต้น รวมถึงบริษัทฯ ยังเน้นการใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง ที่ลดการใช้แรงงานและระยะเวลาก่อสร้างลง ได้แก่ โครงสร้างเสา-คานสำเร็จรูป พรีแฟบพลิเคชั่นแอนด์มัลติจ๊อยล็อคซิสเตมท์ (Prefabrication & Multi-joint lock system) นอกจากนี้ยังเตรียมนำนวัตกรรมการฉาบปูนแบบใหม่ มาใช้ในการก่อสร้างบ้านเพราะต้องการก่อสร้างได้เร็วขึ้น ตลอดจนป้องกันการแตกร้าวของผนังฉาบปูนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดจะช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และเวลาในการบริหารงานก่อสร้างลง ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการพัฒนาและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านคุณภาพและมาตรฐานการสร้างบ้าน เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ที่ต้องการใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง



          น.ส.ถิรพร สุวรรณสุต กรรมการบริหารสายงานการตลาด บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะผู้บริหารสิทธิ์แฟรนไชส์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ กล่าวเสริมว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในปี 2561 ที่ผ่านมา แข่งขันราคากันรุนแรงพอสมควร โดยเฉพาะตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด ทั้งนี้เป็นเพราะผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและรายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ไม่นาน จึงยังขาดประสบการณ์ทั้งในด้านการตลาดและบริหารงานก่อสร้าง รวมทั้งขาดความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง ดังนั้นจึงต้องชูกลยุทธ์ราคาต่ำเป็นจุดขาย ในขณะที่พีดีเฮ้าส์นั้นเน้นกลยุทธ์แข่งขันเรื่องมาตรฐานและคุณภาพการสร้างบ้าน ภายใต้แนวคิดการสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงาน จึงทำให้บริษัทฯ ต้องมีการปรับตัวรับมือกับการแข่งขันอย่างมาก เพราะมีต้นทุนค่าวัสดุและค่าแรงงานฝีมือที่สูงกว่าคู่แข่งขันรายย่อยในตลาด ด้วยการนำแนวคิด Economy of scales ภายใต้ระบบแฟรนไชส์มาใช้บริหารจัดการธุรกิจและองค์กร เพื่อลดต้นทุนค่าดำเนินงานและค่าวัสดุต่อหน่วยให้ต่ำลง โดยมาตรฐานและคุณภาพการสร้างบ้านยังคงเหมือนเดิม และผลจากการที่สามารถลดต้นทุนลง ทำให้บริษัทฯ ปรับราคาขายบ้านลงมาได้ระดับหนึ่ง แม้ว่าราคาจะลดลงได้ไม่เท่ากับคู่แข่งรายย่อยในตลาดก็ตาม แต่ด้วยคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการที่แตกต่าง ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย พอใจและตัดสินใจใช้บริการได้ไม่ยาก 

          ปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทในกลุ่มแฟรนไชส์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 1,100 ล้านบาทเศษ ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย สำหรับในปี 2562 บริษัทฯ ประเมินว่าความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภค มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ คาดว่ามีทั้งปัจจัยบวกและลบที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งเชื่อว่าการแข่งขันจะรุนแรงไม่ต่างกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลาง-รายใหญ่ ที่แข่งขันกันอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

          ในส่วนของเป้ายอดขายปี 2562 บริษัทฯ ได้มีการปรับแนวทางการตลาดใหม่ โดยจะตั้งเป้าหมายยอดขายเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หรือรายไตรมาส ทั้งนี้ก็เพื่อจะมีการประเมินและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด รวมถึงเป้าหมายยอดขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทุก 3 เดือน โดยตั้งเป้ายอดขายไตรมาสแรกไว้ 300 ล้านบาทในเบื้องต้นก่อน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการดำเนินธุรกิจก็ย่อมจะต้องปรับตัว เพื่อให้ทันตามความต้องการของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ธุรกิจจึงจะขยายและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง น.ส.ถิรพร กล่าวทิ้งท้าย