ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเรา รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็น ประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจเรื่องบ้าน และลูกค้าของบริษัททุกๆ ท่าน

18 มี.ค.2563

โควิด-19 ฉุดธุรกิจรับสร้างบ้านชะงักงัน พีดีเฮ้าส์ ฟันธงแบรนด์ที่ผู้บริโภคมั่นใจไม่สะเทือน

กิจกรรมและข่าวประชาสัมพันธ์ / ข่าวประชาสัมพันธ์

Line

     ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านไตรมาสแรกปีนี้ดูซบเซาอย่างคาดไม่ถึง เมื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โคโรน่าหรือโควิด-19 แพร่ระบายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแพร่ระบาดในประเทศไทย จนทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจในวงกว้าง ทั้งภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก การเงิน กีฬา ฯลฯ ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยเฉพาะในช่วงท้ายไตรมาสแรกที่สถานการณ์ดูจะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ หลาย ๆ ค่ายต่างกระหน่ำโปรโมชั่นลดราคา หวังดึงกำลังซื้อตัวจริงเสียงจริงกลับคืนมา เพื่อเร่งปิดการขายก่อนสิ้นไตรมาสแรก บางค่ายก็สมหวัง แต่บางค่ายก็ต้องพบกับความผิดหวัง

     นายพิศาล ธรรมวิเศษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ดีเวลลอป จำกัด เผยว่า ภาพที่ชัดเจนของธุรกิจรับสร้างบ้านแบบครบวงจรกล่าวคือ การให้บริการสร้างบ้านบนที่ดินของผู้บริโภคและประชาชน เริ่มตั้งแต่วาดฝันหรือออกแบบบ้านจนกระทั่งหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ โดยที่ผ่านมาผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายนี้ ส่วนใหญ่หรือกว่า 70% นำเงินสดมาชำระค่าก่อสร้างให้แก่ผู้ประกอบการ สะท้อนได้ว่ากลุ่มนี้มีการออมเงินมาก่อน และพร้อมจะใช้จ่ายเมื่อมีความจำเป็นหรือมีความต้องการเรื่องที่อยู่อาศัย โดยปัจจัยภายนอกหรือสถานการณ์เศรษฐกิจมีผลไม่มากต่อการตัดสินใจ ซึ่งบางครั้งเคยได้ยินผู้บริโภคกลุ่มนี้กล่าวไว้ เช่น ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ค้าขายไม่ค่อยได้ พอมีเวลาว่างจึงหันมาปลูกบ้านหลังใหม่ให้ลูก ๆ ความหมายก็คือ ช่วงเศรษฐกิจดี ๆ ก็ทำมาค้าขายเมคมันนี่ดีกว่า ช่วงว่าง ๆ ก็มีเวลาหันมาดูแลครอบครัวและใช้เงินบ้าง
 

       อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้มีเงินทองหรือร่ำรวยในพริบตาจากการทำธุรกิจ แต่เกิดจากการอดออมและค่อย ๆ สะสมเงินทองมาระยะเวลานานพอสมควร ฉะนั้นการจะใช้จ่ายจึงมีความระมัดระวังสูง มีการวางแผน มีการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและมั่นใจ โดยเฉพาะในยามที่ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มทรุดหนัก ไม่รู้ว่าผู้ประกอบการรายใดจะอยู่หรือจะไป ดังนั้นจะเลือกผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือสูง  และด้วยมุมคิดของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายนี้ จึงทำให้ "PD HOUSE" หรือศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ คือ 1 ในทางเลือกอันดับต้น ๆ ของแบรนด์รับสร้างบ้านประเทศไทย ที่มีสาขาให้บริการมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากที่สุด ภายใต้การให้บริการและคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
      
       การรับรู้และความน่าเชื่อถือของ "พีดีเฮ้าส์" ในสายตาของผู้บริโภคนั้น มิใช่เป็นแบบจุดพลุดังเปรี้ยงปร้างในช่วงเวลาสั้น ๆ หากแต่เป็นการสะสมประสบการณ์และถ่ายทอดออกสู่บริโภคมากว่า 30 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ พีดีเฮ้าส์ นั้นจะเห็นได้ว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรและความเป็นผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้าน ทั้งด้านการยกระดับภาพรวมธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ การวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชัดเจน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการมีความรับผิดชอบต่อสังคม และอื่น ๆ โดยที่การริเริ่มและดำเนินการต่าง ๆ  นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยังเป็นแค่องค์กรเล็ก ๆ เท่านั้น

       พีดีเฮ้าส์ เป็นแบรนด์ที่ชัดเจนดังที่กล่าวมา และมีการสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า "เราคือผู้ให้บริการสร้างบ้านคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน ที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยความสบายใจและสะดวกที่สุด" และด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคให้การยอมรับและเชื่อถือมานาน ดังนั้นวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ในความแข็งแกร่งของแบรนด์พีดีเฮ้าส์ เพราะนอกจากจะไม่อาจสั่นคลอนความน่าเชื่อถือได้แล้ว ยังส่งผลให้มีผู้เข้ามาติดต่อและใช้บริการสร้างบ้านไม่ลดลงหรือต่างจากเดิม ล่าสุดยอดปิดการจองสร้างบ้านเกือบ 200 ล้านบาทแล้ว สวนทางกับภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านที่หดตัว โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่สำคัญและทำให้ไม่ได้รับผลกระทบคือ 1.ความน่าเชื่อถือ 2.โพซิชั่นทางการตลาด นายพิศาลกล่าว
 

       นายพิศาล กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้ได้ไม่นานหรืออยู่มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะรายที่มุ่งเน้นแต่ปริมาณ แต่ขาดการพัฒนาคุณภาพและงานบริการ ไม่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความน่าเชื่อถือ ณ เวลานี้เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติและสถานการณ์ในปัจจุบัน อาจสะดุดขาตัวเองและล้มลงได้ง่าย ๆ เหมือนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งครั้งนั้นผู้ประกอบการที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้กว่า 200 ราย ล้มหายจากไปจนเหลือเพียง 20 กว่ารายเท่านั้น (ผู้บริโภคที่ใช้บริการพลอยเดือดร้อนไปด้วย) และวิกฤติครั้งนี้มีผู้ประเมินไว้ว่าจะสาหัสกว่าครั้งก่อน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเหลือผู้ประกอบการกี่ราย เร่งปรับตัวกันให้ทันนะครับ