ข่าวอสังหาริมทรัพย์

รวบรวมข่าวความเคลื่อนไหว ในแวดวงอสังหาฯ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่องบ้าน และลูกค้าได้อัพเดทข่าวสาร

30 ก.ค.2563

วัสดุฯ ลดราคาเพิ่มแต้มต่อรับสร้างบ้าน เชื่อ Q3/63 ยอดขายพุ่งต่อ

กิจกรรมและข่าวประชาสัมพันธ์ / ข่าวอสังหาริมทรัพย์

Line

“พีดีเฮ้าส์” ชี้วัสดุก่อสร้างลดราคาขาย รับเหมาก่อสร้างลดราคาแข่งแย่งงาน ไม่กระทบตลาดรับสร้างบ้าน จับตาโครงการจัดสรรตัวแปรสำคัญลดหรือไม่ลดราคาขาย เหตุการลดราคาขายบ้านในโครงจัดสรรมีผลโดยตรงต่อราคาบ้านสร้างเอง แม้เพิ่มแต้มต่อรับสร้างบ้านนำไปเพิ่มส่วนลดลูกค้าได้มากขึ้น แต่อาจก่อสงครามราคาทำตลาดแข่งดุ จาการอัดแคมเปญชิงลูกค้าของบริษัทรับสร้างบ้าน

นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของแฟรนไชส์ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮาส์ เปิดเผยว่า การปรับตัวลดลงของราคาวัสดุก่อสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรับเหมาก่อสร้าง ที่ส่งผลต่อการลดราคาค่าก่อสร้างเพื่อแย่งงานของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ยังไม่ส่งผลถึงตลาดรับสร้างบ้าน ตราบใดที่โครงการจัดสรรยังไม่มีการลดราคาขายบ้านในโครงการลง ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้น

“เมื่อใดที่โครงการจัดสรรมีการลดราคาขายบ้าน ย่อมชี้นำราคาบ้านสร้างเองให้ปรับราคาลดลง เพราะการลดราคาขายในโครงการบ้านจัดสรรจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค เนื่องจากเกิดข้อเปรียบเทียบของระดับราคาที่แตกต่างกัน และสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ ทั้งนี้ หากลูกค้ารู้สึกว่าบ้านสร้างเองมีราคาสูงกว่า แถมยังเป็นการสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง ในขณะที่บ้านจัดสรรรมีราคาลดต่ำลง แต่ในการซื้อบ้านจัดสรรลูกค้าจะได้ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการบวกกับที่ดินและยังได้บ้านด้วย ก็จะทำให้ลูกค้าเลือกที่จะซื้อบ้านจัดสรรมากกว่าจะสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง”

สำหรับสถานการณ์การลดราคาของวัสดุก่อสร้างและการลดค่าก่อสร้างของบริษัทรับเหมาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้แนวโน้มการแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคจะมีการต่อรองขอส่วนลดในการสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้น เมื่อพบว่าราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีแบรนด์เป็นที่ยอมรับและมีวอร์รูมได้เปรียบบริษัทขนาดเล็ก เพราะรายใหญ่หรือบริษัทที่มีวอร์รูมเยอะมีอำนาจการต่อรองกับซัปพลายเออร์ได้ดีกว่ารายเล็ก จึงสามารถทำราคาขายได้ดีกว่า

ขณะที่บริษัทที่มีแบรนด์เป็นที่ยอมรับก็จะได้เปรียบบริษัทรายย่อยไม่มีแบรนด์หรือไม่เป็นที่รู้จัก เพราะผู้บริโภคจะให้ความสำคัญในการเลือกใช้บริการบริษัทที่มีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ และมีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเกิดการแข่งขันด้านราคา เนื่องจากการหั่นราคาขาย หรือลดกำไรเป็นจำนวนมากๆ จะมีผลต่อสภาพคล่องการเงินของผู้ประกอบการ ซึ่งอาจมีผลต่องานก่อสร้างให้ล่าช้า หรืออาจถึงขั้นทิ้งงานลูกค้าได้
 

          นายสิทธิพร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ตลาดรับสร้างบ้านในไตรมาส 3 นี้ถือว่ายังขยายตัวได้ดี เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา โดยในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.ยังมียอดจองซื้อบ้านเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่ายอดจองซื้อบ้านจะขยายตัวได้มากกว่าไตรมาสที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการมีการทำแคมเปญให้ส่วนลดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อผู้บริโภค ทำให้ลูกค้ามีการตัดสินใจซื้อในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก

           สถานการณ์ในขณะนี้ ให้ผู้บริโภคบางรายมีการจองซื้อบ้านที่จัดแคมเปญในช่วงนี้ไว้ก่อน เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
แต่ยังไม่ทำสัญญาการก่อสร้างเนื่องจากต้องการรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ว่าจะมีทิศทางการฟื้นตัวอย่างไร ซึ่งหากเศรษฐกิจมีทิศทางการกลับมาฟื้นตัวได้ หรือมีแนวโน้มดีขึ้นก็จะเริ่มกลับมาเซ็นสัญญาก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ทันที แต่หากแนวโน้มแย่ลงลูกค้าอาจยกเลิกหรือทิ้งสัญญาจอง ไม่กลับมาเซ็นสัญญาก่อสร้างก็เป็นได้

           “ยืนยันว่าในนสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดกล้าปรับราคาขายขึ้น มีแต่จะจัดแคมเปญราคาพิเศษเพื่อแย่งลูกค้า ส่วนราคาวัสดุที่ปรับลดลงถือว่าเป็นแต้มต่อที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาเพิ่มเป็นส่วนลดให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น”

           ส่วนสาเหตุผู้บริโภคที่จองซื้อบ้านในแคมเปญที่ผู้ประกอบการจัดอยู่ในขณะนี้ แต่ยังไม่เซ็นสัญญาก่อสร้าง เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักบ้านสร้างเองเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศอย่างใกล้ชิดเพราะการหดตัว หรือขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นตัวแปรสำคัญต่อธุรกิจ SME ดังนั้น หากในช่วงปลายปีนี้เศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้นก็จะส่งผลต่อแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านให้ปรับตัวดีไปด้วย แต่หากสถานการณ์กลับมาแย่ลงก็แน่นอนว่าจะทำให้ตลาดแย่ไปด้วย

            จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ยังไม่สามารถประมาณการตลาดในไตรมาส 4 ของปีได้ว่าจะมีทิศทางไปในทางใด เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงน่าเป็นห่วง เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังน่าเป็นห่วง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อสถานการณ์ตลาดท่องเที่ยวซึ่งประเทศไทยมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวคิดเป็น 15% ของจีดีพี หากตลาดยังไม่สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงปลายปีก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ตลาดโลกยังไม่กลับมาดีขึ้นก็จะส่งผลต่อการส่งออก และกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ SME ได้





ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 29 กรกฎาคม 2563