ธุรกิจรับสร้างบ้านคืออะไร?


ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป อาจมองว่า “บริษัทรับสร้างบ้าน” กับ “ผู้รับเหมารายย่อยทั่วไป” ไม่เห็นจะมีความแตกต่างกัน เพราะสุดท้ายก็คือ ผู้ให้บริการหรือรับจ้างสร้างบ้านให้เราเหมือน ๆ กัน แต่แท้ที่จริงแล้วขอบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “ผู้รับเหมารายย่อยทั่วไป” นั้นจะเน้นเฉพาะในส่วนของการก่อสร้างเป็นหลัก ส่วนอื่น ๆ และนอกเหนือจากนั้น ผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของบ้านจะต้องดำเนินการด้วยตัวเอง เช่น การว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรเพื่อออกแบบ การขออนุญาตก่อสร้าง การติดต่อขอสินเชื่อธนาคาร การว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุ-อุปกรณ์บางอย่างที่ผู้รับเหมาไม่คุ้นเคย ฯลฯ เป็นต้น 

แต่สำหรับ “บริษัทรับสร้างบ้าน” หรือ “ศูนย์รับสร้างบ้าน” ที่มีมาตรฐานจะมีการบริการดังกล่าวให้กับลูกค้า ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนและหลังการขาย หรือเรียกได้ว่า “ครบวงจร” ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม โดยมีแบบบ้านที่บริษัทออกแบบไว้แล้ว เพื่อให้ลูกค้าเลือกพิจารณาในเบื้องต้น ซึ่งสามารถปรับ เปลี่ยน เพิ่ม ลด ได้ตามความต้องการเฉพาะของตัวลูกค้าแต่ละรายเอง ติดต่อส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่ดูแลการให้อนุญาตก่อสร้างและสาธารณูปโภค ติดต่อสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และบริหารควบคุมงานก่อสร้างให้ถูกต้อง ตามแบบแปลน รายการก่อสร้าง และข้อกำหนดตามหลักการก่อสร้าง ตามที่สถาแปนิกและวิศวกรออกแบบไว้ ตลอดจนจัดหาช่างที่มีฝีมือและสามารถทำงานด้วยความปราณีต เพื่อให้งานก่อสร้างต่างๆ แล้วเสร็จด้วยความเรียบรอยและปราณีต

นอกจากนี้ ยังรวมถึงรับประกันดูแลบำรุงรักษาบ้านหลังจากที่ส่งมอบบ้านให้กับลูกค้าแล้ว งานทุกส่วนดูแลโดยทีมงานในแต่ละสาขาวิชาชีพ อาทิ สถาปนิกและวิศวกร ผู้รับผิดชอบในส่วนงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ผู้เชี่ยวชาญการประเมินราคา นักบัญชี เจ้าหน้าที่จัดซื้อ เจ้าหน้าที่ขาย ฯลฯ อีกด้วย

หากมองภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้าน ย้อนหลังกลับไปในช่วง 10-15 ปีก่อน โดยมีผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจนี้ที่เรียกตัวเองว่า “บริษัทรับสร้างบ้าน” หรือ “ศูนย์รับสร้างบ้าน” แชร์ส่วนแบ่งจากตลาดรวมบ้านสร้างเอง (บ้านที่ประชาชนสร้างเอง ซึ่งมิใช่โครงการบ้านจัดสรร) ก็จะเห็นว่ามีหลายสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อสงสัยของผู้บริโภคที่ว่า “รับสร้างบ้านมืออาชีพ” กับ “ผู้รับเหมารายย่อยทั่วไป” และ “รับสร้างบ้านมือสมัครเล่น” นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงขนาดของตลาดรับสร้างบ้านที่ขยายและเติบโตขึ้นในปัจจุบัน จากเดิมที่ผู้ประกอบการมีแชร์ส่วนแบ่งตลาดประมาณปีละ 2-3 พันล้านบาท มาเป็นปีละมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท และยังมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวเพิ่มอีกอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ดังนั้นธุรกิจรับสร้างบ้านยังเติบโตได้อีกมาก
 

ภาพรวมตลาดและการแข่งขัน

 


ในช่วงปี 2555-2560 มีการประเมินมูลค่าตลาดบ้านสร้างเอง (มิใช่ บ้านจัดสรร) ทั่วประเทศเอาไว้ประมาณ 1 แสนล้านบาทเศษหรือประมาณ 6-8 หมื่นหน่วย ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการหรือบริษัท “รับสร้างบ้าน” (ไม่นับรวมผู้รับเหมาทั่วไป) มีแชร์ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 1.4-1.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น





ปัจจุบัน แนวโน้มที่จะเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่เคยมีแต่ผู้ประกอบการ SME หรือธุรกิจครอบครัวเกือบทั้งหมด ไปสู่อุตสาหกรรมบริการที่มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ เข้ามาแข่งขันและชิงแชร์ส่วนแบ่งตลาดมีมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการรายเดิมบางรายก็พยายามเร่งปรับตัว เพื่อจะเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง ให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการการสร้างบ้านได้ต่อไป

แน่นอนว่าการที่จะต้องเผชิญกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งแข็งแกร่งกว่าทั้งในด้านเงินทุน กระบวนการผลิต รวมถึงชื่อเสียงและแบรนด์สินค้าที่ผู้บริโภคให้การยอมรับนั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ดังนั้นคงไม่มีทางเลือกอื่น นอนจากต้องปรับตัวหรือการพัฒนาธุรกิจของตนเอง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้นนั่นเอง



อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพ ต่างพยายามจะชูความเป็นผู้นำตลาดกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง ด้วยการวางตำแหน่งทางการตลาดในเซ็กเมนท์ที่ตัวเองมีความโดดเด่น เช่น ผู้นำสร้างบ้านระบบโครงสร้างสำเร็จรูป ผู้นำสร้างบ้านประหยัดพลังงาน ผู้นำรับสร้างบ้านต่างจังหวัด ผู้นำสร้างบ้านหรู ฯลฯ อันเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและอยู่ในใจผู้บริโภค ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือโดยมิได้มุ่งแต่จะแข่งขันราคาเพียงอย่างเดียว แต่เน้นสร้างความแตกต่างที่มุ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้าของตัวเองเป็นสำคัญ ในขณะที่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านรายเล็กและรายที่เข้ามาใหม่ในธุรกิจนี้ มักจะเน้นกลยุทธ์ตัดราคา ด้วยเพราะไม่อาจแข่งขันเรื่องของประสบการณ์ หรือผลงานและความน่าเชื่อถือกับผู้ประกอบการชั้นนำนำได้