Home Buyer's Smart Choices
PIECE OF CAKE
ซื้อบ้านอย่างรอบรู้ : ง่ายนิดเดียว
home_tips           บ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ การจะเป็นเจ้าของบ้านสักหลังหนึ่งนั้น สำหรับคนธรรมดาทั่วๆ ไปแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆ บางคนต้องเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อบ้าน ทั้งนี้เพราะบ้านมีราคาแพง ฉะนั้น ก่อนที่จะซื้อบ้านจึงต้องหาข้อมูลและตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องและป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเสียเงิน เสียเวลา และเสียใจในภายหลัง
ประเภทบ้าน
          เวลาที่คนเราคิดอยากจะมีบ้านของตนเองสักหลังหนึ่ง เมื่อหลับตานึกถึงบ้านก็มักจะวาดมโนภาพออกมาเป็นบ้าน (เดี่ยว) พร้อมที่ดิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านที่เรามีความสามารถซื้อได้อาจเป็นรูปแบบอื่นก็ได้ อาทิ บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปแบบ เนื้อที่ใช้สอย ราคา และอื่นๆ
บ้านเดี่ยว
          บ้านเดี่ยวเป็นแบบบ้าน “ในดวงใจ” ของผู้ซื้อบ้านแทบจะทุกคน เพราะบ้านเดี่ยวให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยและมีบริเวณที่ทำให้รู้สึกโล่งโปร่ง นอกจากนี้แล้ว สำหรับบางคน บ้านเดี่ยวยังเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นผู้มีฐานะในระดับหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับขนาด ความหรูหรา และราคาของบ้าน) อีกด้วย
          บ้านเดี่ยวราคาถูกมักจะเป็นบ้านชั้นเดียว แต่โดยทั่วไปแล้วบ้านเดี่ยวจะเป็นบ้าน 2 ชั้น อนึ่ง บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ก็มีให้เห็นบ้างในบริเวณที่ที่ดินมีจำกัดหรือ มีราคาแพงมาก
          การจัดสรรบ้านเดี่ยวนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 50 ตารางวา โดยที่ดินต้องมหน้ากว้างดินถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ลึก 20 เมตร
บ้านแฝด
          ลักษณะของบ้านแฝดโดยทั่วไปก็คือ เป็นบ้าน 2 หลัง มีฝาบ้านด้านหนึ่งติดกัน สร้างขึ้นเป็นคู่ บ้านแฝดมีบริเวณคล้ายบ้านเดี่ยว แต่น้อยกว่า กฎหมายกำหนดให้บ้านแฝดต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา บ้านแฝดคู่หนึ่งต้องมีความกว้างของที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 เมตร โดยแบ่งข้างละ 8 เมตร
          บ้านแฝดเป็นเหมือนบ้านที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเป็นบ้านที่จะเป็นบ้านเดี่ยวก็ไม่ใช่ จะเป็นทาวน์เฮ้าส์ก็ไม่เชิง ในปีหนึ่งๆ จึงมีบ้านแฝดเกิดขึ้นน้อยมาก
          แต่ก็เคยมีผู้ประกอบการบางราย ประกาศขายบ้านเดี่ยวในขนาดที่ดิน 35-40 ตารางวา ซึ่งตามกฎหมายแล้วสร้างไม่ได้ เพราะบ้านเดี่ยวต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 50 ตารางวา โดยการที่ผู้ประกอบการได้ดัดแปลงรูปแบบบ้านแฝดให้ดูคล้ายบ้านเดี่ยว เช่น แม้จะเป็นบ้านแฝดแต่เป็นคู่แฝดที่ไม่เหมือนกันนัก หรือที่ว่าบ้านแฝดต้องมีส่วนติดกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงฝาบ้านเท่านั้น บางรายเลยสร้างให้ห้องน้ำห้องคนใช้ หรือห้องครัวติดกัน แต่ตัวบ้านหลักดูเหมือนแยกกันเป็น 2 หลัง ดังนี้เป็นต้น
ทาวน์เฮ้าส์
          ทาวน์เฮ้าส์นี้ถ้าเป็นราภาราชการเรียกว่า “บ้านแถว” ทาวน์เฮ้าส์ที่มีราคาถูกที่สุดมักเป็นทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว แต่โดยทั่วไปทาวน์เฮ้าส์จะมีความสูง 2 ชั้น สำหรับทาวน์เฮ้าส์ราคาแพงๆ ในย่านใจกลางเมืองนั้น มีการสร้างสูงถึง 3-4 ชั้นก็มี
          กฎหมายกำหนดให้ทาวน์เฮ้าส์ต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 ตารางวา มีขนาดกว่างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ลึก 16 เมตร
อาคารชุด
          อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมเป็นลักษณะของที่อยู่อาศัยที่นำมาจากสังคม (เมือง) ตะวันตด อาคารชุดหลังหนึ่ง จะแบ่งออกเป็นห้องๆ เรียกว่า ห้องชุด ในห้องชุดหนึ่ง ถ้าเป็นแบบราคาถูกก็จะมีห้องเดียวเป็นห้องเอนกประสงค์ ถ้าเป็นห้องชุดราคาแพงจะมีหลายห้อง เช่น ห้องโถง ห้องนอน 2-3 ห้อง ห้องคนใช้ ห้องครัว ในหนึ่งห้องชุด เป็นต้น
ขั้นตอนการซื้อบ้าน
1. กำหนความต้องการ
2. ตั้งงบประมาณ
3. สำรวจ หาโครงการที่เปิดขายจากแหล่งต่างๆ
4. ตรวจสอบจากโฆษณา
5. โทรศัพท์ติดต่อผู้ขายเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม
6. เปรียบเทียบ และคัดเลือก
7. ไปเยี่ยมชมโครงการ
8. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเวนคืน ผังเมือง และกฎหมายอื่นๆ
9. ตรวจสอบสาธารณูปโภค และบริการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย รวมทั้งสภาพแวดล้อมรอบๆ บริเวณที่ตั้งโครงการ
10. ตรวจสอบโฉนด และกรรมสิทธิ์
11. วางมัดจำ และทำสัญญาซื้อขาย
12. ติดต่อขอสินเชื่อ
13. นัดวันโอน
14. รับมอบบ้าน
แนวทางการกำหนดความต้องการและการตั้งงบประมาณในการซื้อบ้าน 
          ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า โดยทั่วไปแล้วทุกคนคงปรารถนาที่จะมี “บ้านเดี่ยว” เป็นของตนเองกันทั้งนั้น แต่ความปรารถนานี้จะเป็นจริงขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อ “มีเงินพอที่จะซื้อได้” ดังนั้น
รายได้ ต่อเดือน
% ของรายได้
ที่ใช้ผ่อนชำระ
ค่าผ่อนชำระ
ที่เป็นไปได้
15,000
24.50%
3,675
20,000
26.76%
5,353
25,000
29.15%
7,287
30,000
31.74%
9,522
35,000
33.74%
11,810
40,000
34.59%
13,838
45,000
35.47%
15,961
50,000
36.36%
18,182
55,000
37.28%
20,505
60,000
38.22%
22,934
65,000
39.07%
25,397
70,000
39.46%
27,625
75,000
39.86%
29,895
80,000
40.26%
32,208
85,000
40.66%
34,565
90,000
41.07%
36,966
95,000
41.49%
39,411
100,000
41.90%
41,902
105,000
42.32%
44,439
110,000
42.75%
47,022
115,000
43.18%
49,653
120,000
43.61%
52,332
          คำว่ามีเงินพอที่จะซื้อได้ มิได้หมายถึงว่า จะต้องมี “เงินสด” ทั้งจำนวน แต่หมายถึงว่าจะต้องมี “เงินออม” ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้าน เพื่อเป็นค่าวางเงินจอง และเงินดาวน์ ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 70-30 ของราคาบ้านจะต้องขอกู้เอาจากสถาบันการเงิน โดยจะต้องมี “รายได้” มากพอที่จะ “ผ่อนชำระ” ค่าบ้านได้ทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 10-30 ปี แล้วแต่กรณี
          ดังนั้น เวลาจะซื้อบ้าน คุณจะต้องประมาณการขีดความสามารถทางการเงินของคุณว่ามีกำลังที่จะซื้อหรือไม่ โดยตั้งคำถามกับตนเอง ดังนี้
                    1) เรามี “เงินออม” เพียงพอที่จะจ่ายเป็นค่าเงินจอง และเงินดาวน์ซึ่งจะเป็นเงินประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านหรือไม่
                    2) เรามี “รายได้” มากพอที่จะผ่อนชำระรายเดือนกับสถาบันการเงินในวงเงินกู้ประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาบ้านในระยะเวลาผ่อนนานประมาณ 10-30 ปี ได้หรือไม่
          หากผ่านคำถามนี้ได้ ความฝันที่จะมีบ้านเป็นของตนเองจึงจะเป็นความจริงขึ้นมา สำหรับที่ว่าจะมีความสามารถซื้อบ้านประเภทใดได้นั้นก็คงต้องพิจารณาดูจาก “ความสามารถในการจ่าย” ที่คุณมีกับ “ราคาของบ้านประเภท” ที่คุณต้องการ โดยปรับ “ความต้องการ” ของคุณให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
แนวทางในการวัดความสามารถใจการจ่าย
          บริษัท Agency for Real Estate Affairs (www.area.co.th) ได้ทดลองสร้างแบบแผนการคำนวณระดับราคาบ้านที่สามารถซื้อได้ สำหรับผู้มีระดับรายได้ต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่คิดจะซื้อบ้านใช้เป็นเกณฑ์ เบื้องต้นในการวัดความวัดสามารถในการจ่ายของตนดังต่อไปนี้
          รายได้ที่ทดลองเสนอในที่นี้มีตั้งแต่เดือนละ 15,000 บาท จนถึงเดือนละ 120,000 บาท รายได้นี้หมายถึงรายได้ทั้งที่เป็นเงินเดือนและรายได้อื่นของครอบครัว
          สัดส่วนของรายได้ที่สามารถใช้ได้เพื่อการผ่อนชำระ สำหรับผู้มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท ประมาณการไว้ว่าความสามารถในการจ่ายจะเป็นสัดส่วนประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่สำหรับผู้มีรายได้สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ถึงเดือนละ 120,000 บาท อาจสามารถจ่ายเงินเพื่อที่อยู่อาศัยในด้านการผ่อนชำระสูงถึง 44 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ต่อเดือนเลยทีเดียว
          ในแถวที่ 3 ของตารางแสดงให้เห็นว่า เงินค่าผ่อนชำระของระดับรายได้ที่แตกต่างกันจะเป็นเท่าไร ซึ่งก็มีตั้งแต่ 3,675 บาท สำหรับผู้มีรายได้ประมาณ 15,000 บาท จนถึง 52,332 บาท ในกรณีผู้มีรายได้ประมาณ 120,000 บาท
          คุณลองวัดความสามารถของคุณดูว่าอยู่ในระดับใด และควรเป็นบ้านแบบไหนที่เป็นไปได้มากที่สุด
แนวทางการพิจารณาโครงการบ้านจัดสรร-คอนโดมิเนียมในเบื้องต้น
โดยดูจากโฆษณาชื่อโครงการ…
          ชื่อโครงการอาจบอกนัยบางอย่างเกี่ยวกับโครงการให้เราได้รู้บ้าง เช่น บอกลักษณะของโครงการ อาทิ บ้านริมคลอง, เลคไซด์วิลล่า, บ้านริมน้ำ ฯลฯ ข้อควรพิจารณาโครงการเหล่านี้มีลักษณะของบ้านตามชื่อโครงการนั้นหรือเปล่า หรือประเภทบอกทำเลที่ตั้ง อาทิ บ้านบางบัวทอง, บ้านรัตนาธิเบศร์, ศรีนครินทร์วิลล่า ฯลฯ ควรพิจารณาตรวจสอบดูว่า โครงการตั้งอยู่ในส่วนไหน ของทำเลที่นำมาตั้งชื่อโครงการ หรือใช้ชื่อบริษัท หรือชื่อเจ้าของโครงการมาตั้งเป็นชื่อโครงการ เช่น สมเกียรติ ทาวน์โฮม, เมือง ประชา ฯลฯ ชื่อประเภทนี้อาจทำให้เรารู้สึกถึงระบบการบริหารงานว่า เป็นแบบมือสมัครเล่นหรือแบบ “เถ้าแก่” หรือ “แบบเจ้าของคนเดียว” ได้เหมือนกัน
          ชื่อประเภทกลางๆ อาทิ ชื่อต้นไม้ดอก, ชื่อหญิงสาว ฯลฯ ชื่อประเภทนี้อาจไม่มีความหมายอะไรมาก
ภาพแสดงทัศนียภาพของโครงการหรือแบบบ้าน
          ภาพแสดงทัศนียภาของโครงการหรือแบบบ้านถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักของโฆษณาบ้านจัดสรรเลยทีเดียว ภาพดังกล่าวอาจ เป็นภาพวาด, ภาพถ่ายหุ่นจำลอง, ภาพถ่ายบ้านตัวอย่างหรือภาพถ่ายจากสถานที่จริงที่ก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้อาจรวมถึงภาพสิ่งที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ในโครงการ อาทิ สระว่ายน้ำ สโมสร สนามเทนนิส สนามเด็กเล่น เป็นต้น
          ข้อความพิจารณาในเรื่องนี้ก็คือ ภาพต่างๆ ที่นำมาแสดงในโฆษณานั้น ใกล้เคียงกับของจริงมากน้อยเพียงใด หรือเป็นแค่การ “สร้างภาพ” ให้เกิดความ “เคลิมเคลิ้ม” เท่านั้น
ราคาขายและข้อเสนอพิเศษ
          โฆษณาที่ดี ควรบอกราคาขายเบื้องต้นเอาไว้ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมกับความสามารถในการจ่ายของเราได้เลย
          ในการพิจารณาราคาขาย ควรพิจารณาควบคู่ไปกับอัตราค่าผ่อนส่งกับสถาบันการเงินไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งค่าจองและเงื่อนไขการชำระเงินดาวน์ด้วย
          ส่วนข้อเสนอพิเศษ อย่างการลดแลกแจกแถมต่างๆ นั้น เป็นเรื่องควรระวังในการพิจารณา เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ในการเร่งเร้าให้ลูกค้ารีบตัดสินใจ
          โครงการที่แจกอะไรที่ ไม่เกี่ยวข้องกับบ้าน เช่น ทอง, รถยนต์, แพ็กเกจทัวร์ ฯลฯ อาจบอกคุณได้ว่าโครงการนั้นน่าจะมุ่งไปที่ผู้ซื้อประเภทเก็งกำไรหรือคุณภาพของโครงการอาจไม่ดีจึงใช้สิ่งเหล่านี้มาล่อก็ได้
แผนที่ตั้งโครงการ…
          โดยมากเป็นแผนที่แสดงเส้นทางเข้าถึงโครงการและสถานที่สำคัญๆ โดยรอบที่ตั้งโครงการคร่าวๆ เท่านั้น และโดยมากให้ดูว่าอยู่ใกล้ถนนหรือใกล้ชุมชนมากกว่าที่เป็นจริง
รายละเอียดที่ดินและผู้ประกอบการ…
          ส่วนนี้มักพิมพ์ไว้เป็นตัวอักษร เล็กๆ อยู่ล่างสุดของโฆษณา เป็นส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้ให้มีบอกเลขโฉนดที่ดิน, ชื่อกรรมการผู้จัดการ, ทุนจดทะเบียนของบริษัทดำเนินการ, ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน, ระยะเวลาโครงการ ฯลฯ
          ข้อมูลเหล่านี้อาจจะบอกอะไรที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ และตัวโครงการได้พอสมควรทีเดียว
การเลือกซื้อบ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ home_tips
          1. ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลควรตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สดวกต่อการเดินทางไปประกอบธุรกิจประจำวันของทั้งครอบครัว เช่น สถานที่ทำงานของพ่อบ้าน แม่บ้าน โรงเรียนของลูกหลาน ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งต้องอยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับอาชีพและความสามารถในการแบกรับภาระได้
          2. สภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมนับว่ามีความสำคัญมากต่อการตัดสินใจ เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งต่อสภาพจิตใจและอุปนิสัยของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานที่ยังเล็กอยู่ หากได้อยู่ในหมู่บ้านที่มีสภาพแวดล้อม เพื่อนบ้าน และสังคมที่ดี ก็จะมีผลดีต่อเด็กในอนาคต
          3. การจัดวางผังบริเวณหมู่บ้านหรือโครงการบ้านจัดสรรที่ดี ควรมีการจัดแบ่งสภาพการใช้ที่ดินให้ถูกต้องตามหลักทางด้านการจัดวางผังเมือง โดยแบ่งเป้ฯส่วนที่ใช้อยู่อาศัย ย่านการค้าพาณิชย์ และที่พักผ่อนหย่อนใจให้เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการแปรสภาพที่อยู่อาศัย ควรเลือกบ้านที่ด้านหน้าของบ้านหันไปทางทิศเหนือหรือใต้ หรือทิศตะวันออก เพื่อหลบแสงแดดในตอนบ่าย
          4. ความปลอดภัย เจ้าของบ้านทุกรายจะมีความวิตกถึงปัญหาความปลอดภัย ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านจึงควรสอบถามผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อนถึงเรื่องโจร ขโมย และศึกษาระบบรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านนั้นๆ ด้วย
          5. การคมนาคม ควรพิจารณาถึงความสะดวกในการเดินทาง เช่น จากในหมู่บ้านนั้นมีรถรับจ้างบริการหรือไม่ หรือถนนใหญ่มีรถประจำทางสายใดผ่านบ้าง ต้องเดินทางด้วยรถประจำทางกี่สายกว่าจะถึงที่ทำงาน ในย่านนั้นรถติดขัดหรือไม่ ตลอดจนศึกษาเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อถึงย่านการค้าที่เจริญในตัวเมือง
          6. ระบบสาธารณูปโภคในหมู่บ้าน เช่น ถนนในหมู่บ้านกว้างหรือแคบเพียงใด มีการบริการน้ำบาดาลหรือน้ำประปา ท่อระบายน้ำหลาก เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม การบริการเรื่องไฟฟ้าสะดวกหรือไม่ มีไฟแสงสว่างตามเสาไฟฟ้าในหมู่บ้าน และมีโทรศัพท์บริการให้หรือไม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญอีกประการหนึ่งใจการตัดสินใจเลือกซื้อ
          7. ตัวบ้าน เนื่องจากตัวบ้านเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกซื้อเพราะผู้ซื้อจะต้องใช้อยู่อาศัยตลอดไป ดังนั้น จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ตั้งแต่เรื่องทิศของแดดและลม แบบของตัวบ้าน การจัดวางแผนผังภายใน ประโยชน์ใช้สอยของห้องต่างๆ และวัสดุก่อสร้างซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนจะต้องเลือกให้เป็นที่พอใจที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อ
          8. ราคาและระบบการชำระเงิน บ้านที่จะซื้อควรพิจารณาให้มีราคาที่เหมาะสมกับสภาพบ้าน และเนื้อที่ไม่แพงเกินไปกว่าปริมารและคุณภาพของบ้าน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และวิจารณญาณส่วนตัว เพราะผู้ขายทุกรายก็จะหวังกำไรจากผู้ซื้อให้มากที่สุด ส่วนระบบการชำระเงินผ่อนส่งนั้นต้องพิจารณาว่าจะมีความสามารถผ่อนชำระได้หรือไม่
          9. พิจารณาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการ ควบคู่กับการติดสินในด้วยว่า บริษัทเจ้าของโครงการมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือเพียงใด ทั้งนี้ เพื่อป้อกันมิให้มีการฉ้อโกงกันเกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ทางกรมที่ดินได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ซื้อบ้านและที่ดินจัดสรรไว้ดังนี้
                    - เลือกหาซื้อบ้านและที่ดินจัดสรร เฉพาะรายที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโดยชอบด้วยกฏหมายแล้วเท่านั้น
                    - บ้านและที่ดินจัดสรรรายใดได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ ขอให้ตรวจสอบได้ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดท้องที่ หรือที่กอบควบคุมธุรกิจที่ดิน กรมที่ดิน โทรศัพท์หมายเลข 0-2222-6824 และ 0-2222-3271
                    - หากเป็นการจัดสรที่ดินที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ควรซื้อบ้านหรือที่ดินนั้น แต่ถ้าเป็นรายที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ขอให้ไปติดต่อด้วยตนเองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดท้องที่หรือกอบควบคุมธุรกิจที่ดิน กรมที่ดิน เพื่อขอตรวจสอบแผนผังและโครงการจัดสรรที่ดินรายนั้นว่า มีข้อความระบุจดจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ถนน ระบบการระบายน้ำ ระบบประปา ระบบไฟฟ้า หรือโรงเรียนอนุบาล ฯลฯ ไว้อย่างไร ตรงกับที่โฆษณาจูงใจไว้ต่อผู้ซื้อหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าควรซื้อไว้หรือไม่
                    - เมื่อตัดสินใจจะซื้อบ้านและที่ดินจัดสรรแล้ว การทำสัญญาใดๆ ระหว่างผู้จัดสรรที่ดินกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรร เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร เช่น สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจองหรือผ่อนส่ง ฯลฯ ต้องถือปฏิบัติตามข้อ 19 แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 โดยเคร่งครัด กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สิทธิ และนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดท้องที่ อย่าทำสัญญากันเองโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
                    - การทำสัญญาซื้อขาย ต้องแจ้งราคาซื้อขายตามความเป็นจริงและแจ้งให้ทราบด้วยว่าเป็นการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดิน หรือซื้อขายกันเฉพาะที่ดิน ไม่มีสิ่งปลูกสร้างตามเป็นจริงด้วย เพราะเคยปรากฏข้อเท็จจริงเสมอมาว่าทำสัญญาภายนอกกันเองไว้ก่อน 2 ฉบับ ฉบับแรกซื้อขายที่ดิน ฉบับที่สองว่าจ้างปลูกสร้างบ้านแล้วมาทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โอนขายกันเฉพาะที่ดิน อ้างว่าบ้านเป็นของผู้ซื้อปลูกเอง เป็นเหตุให้เกิดกรณีพิพาทกันขึ้นภายหลัง เพราะหลักฐานทะเบียนบ้านมีชื่อผู้จัดสรรเป็นเจ้าของ
                    - เมื่อรับโอนบ้านและที่ดินจัดสรรมาแล้ว ขอให้ทราบด้วยว่าสาธารณูปโภคในที่ดินจัดสรร ตามข้อ 30 แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 กำหนดให้ผู้จัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษา ดังนั้นหากผู้จัดสรรเรียกเก็บเงินใดๆ เป็นค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในที่ดินจัดสรรดังกล่าว ไม่ควรจ่ายให้
          10. การให้บริการภายในหมู่บ้าน เช่น ตลาด ร้านค้า โรงเรียน สถานพยาบาล สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และการกำจัดขยะมูลฝอย หมู่บ้านที่ดีควรมีบริการเหล่านี้ไว้ครบถ้วน เพื่อผู้อยู่อาศัยจะได้รับความสะดวกสบายทุกประการ
การเลือกซื้ออาคารชุด
          อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมคืออะไร คอนโดมิเนียม : คืออาคารพักอาศัย ซึ่งมีห้องพักหลายๆ ห้องรวมอยู่ในอาคารเดียวกัน เท่ากับเป็นการนำที่พักอาศัยหรือบ้านมาวางซ้อนกันขึ้นในทางตั้ง ค่าดูแลรักษาซ่อมแซมอาคาร, บริเวณและอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันเป็นหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยจะต้องออกค่าใช้จ่ายร่วมกัน ผู้อยู่อาศัยจะมีสิทธิ์ในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ 2 ประการ คือ
“กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ส่วนกลาง”
          กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ได้แก่ พื้นที่ในห้องชุดพักอาศัยของคุณ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ระเบียงด้วย เพราะพื้นที่เหล่านี้ คุณจ่ายสตางค์ซื้อเป็นของส่วนตัวคุณ ทรัพย์ส่วนนี้คุณสามารถนำไปขายต่อได้
          กรรมสิทธิ์ส่วนกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินหรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ร่วมกัน เช่น ที่ดิน ถนน โครงสร้างตัวอาคาร สระว่ายน้ำ ลิฟท์ บันได เป็นต้น การแยกซื้อ-ขายทรัพย์สินส่วนกลางไม่สามารถจะกระทำได้
          อาคารชุดที่อยู่สบายจะมีวิธีดูอย่างไร คุณทราบไหมว่าอาคารชุดที่สร้างกันขึ้นมานั้น แห่งไหนอยู่สบายกว่ากัน สำหรับอาคารในเมืองร้อนนั้นสิ่งสำคัญที่มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิภายในอาคารอย่างยิ่งก็คือ “แสงแดด และ ทิศทางลม” บวกเรื่อง “ฝน” เข้าไปด้วย มีหลักใหญ่ๆ ที่คุณผู้ซื้อจะพิจารณาได้ดังนี้
          1. ทิศทางลม ทิศทางลมที่ต้องการคือ ลมประจำในฤดูร้อน ซึ่งส่วนใหญ่จะพัดเข้าจากทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้สำหรับกรุงเทพฯ
          2. การป้องกันแดดและฝน ตรวจสอบดูว่าตามช่องหน้าต่างและประตูด้านนอกของอาคารมีกันสาดที่สามารถป้องกันแดดและฝนได้มากน้อยเพียงใด หากไม่มีเลย หรือมีเพียง 20-30 ซ.ม. จะไม่สามารถป้องกันแดดและฝนที่จะแทรกเข้าตามซอกของประตูและหน้าต่างได้
          3. แสงสว่างตามธรรมชาติ หากอาคารชุดยังมิได้มีการลงมือสร้างให้เห็นของจริง และจำเป็นต้องดูจากแบบแปลน คุณผู้ซื้อจะสังเกตได้จากอัตราส่วนระหว่างปริมาณของหน้าต่าง-ช่องแสงกับปริมาณของผนังทึบในห้องหนึ่งๆ ควรมีหน้าต่างไม่น้อยกว่า 2 ด้าน เพื่อให้ทั้งลมและแสงสว่างผ่านเข้าออกสะดวก การมีผนังทึบ 3 ด้าน และมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว บางครั้งแสงสว่างอาจพอเพียง แต่จะมีข้อเสียในเรื่องของความอึดอัด ทุกๆ ห้องควรมีแสงสว่างตามธรรมชาติ ทำให้เพียงพอโดยไม่ต้องเปิดไฟฟ้าในเวลากลางวัน
อาคารชุดที่น่าซื้อควรมีวิธีเลือกซื้ออย่างไร
          หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้อนั้นพอจะใช้หลักเกณฑ์ต่อไปนี้เป็นแนวทางประกอบการ
การป้องกันโจรกรรม
          - กันสาดของแต่ละยูนิตขาดจากกัน ป้องกันมิให้คนเดินบนกันสาดถึงกันได้
          - มียามควบคุมทางเข้า-ออกที่ประตูรั้ว ที่ห้องโถงหน้าลิฟท์ และบันได และมียามประจำเดินตรวจรอบบริเวณ ตลอด 24 ชั่วโมง
          - มีโทรทัศน์วงจรปิดติดตั้งตามจุดสำคัญซึ่งศูนย์รักษาความปลอดภัยประจำอาคารจะสามารถมองเห็นได้ทั่วบริเวณ
          - มีโทรทัศน์วงจรปิดหรือโทรศัพท์ภายในเฉพาะทุกห้องเพื่อใช้ดู หรือพูดสอบถามเมื่อมีแขกมาหา ฯลฯ
การป้องกันอัคคีภัย
          - มีระบบสัญญาณเตือนภัยที่สามารถทราบตำแหน่งที่เกิดเหตุได้ทันที และต่อเนื่องกับสถานีดับเพลิง
          - มีระบบเครื่องตรวจจับความร้อนและเครื่องตรวจจับควันไฟที่ผิดปกติภายในห้องและจะมีสัญญาณไปปรากฎที่ตู้ควบคุม
          - มีดวงไฟฉุกเฉินเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าดัง ส่องที่ห้องโถง ลิฟท์ และที่บันไดหนีไฟ
          - มีบันไดหนีไฟอยู่ในตำแหน่งที่แน่ใจว่าสามารถหลนหนีได้
          - มีระบบดับเพลิงทั้ง 2 ระบบควบคู่กันคือ
                    ก. ระบบช่วยตัวเองก่อนรถดับเพลิงมาถึงโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอาคารจะใช้น้ำในอาคารที่สำรองไว้พร้อมหัวฉีดประจำชั้นทุกชั้น และมีถังดับเพลิงติดประจำทุกยูนิต และห้องโถงรวมทุกชั้น
                    ข. ระบบท่อดับเพลิงที่ต่อเตรียมรอไว้รับน้ำจากรถดับเพลิงซึ่งจะส่งขึ้นฉีดโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงราคาบ้าน
          โดยปกติแล้วราคาของบ้านที่สร้างขึ้นใหม่มักจะเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งนี้เนื่องจากต้นทุนในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ที่ดินราคาแพงขึ้น อัตราเงินเฟ้อและอื่นๆ อย่างไรก็ดี จากการติดตามสำรวจการเปลี่ยนแปลงราคาบ้านในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างต่อเนื่องของบริษัท Agency for Real Estate Affairs (www.area.co.th) พบว่าราคาบ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในช่วงตั้งแต่ปี 2535-2546 ก็มีการลดลงได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของวิกฤตเศรษฐกินระหว่างปี 2540-2544
การเปลี่ยนแปลงราคาบ้านตามประเภทในเขต กทม และปริมณฑล ที่สำรวจซ้ำตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2546
 
2535
2536
2537
2538
2539
2540
2541
2542
2543
2544
2545
2546
อาคารชุดราคาถูก
100%
108%
116%
123%
118%
113%
108%
94%
80%
65%
66%
66%
อาคารชุดราคาปานกลาง
100%
115%
130%
147%
141%
135%
128%
113%
98%
83%
76%
78%
อาคารชุดราคาแพง
100%
108%
116%
126%
124%
122%
121%
114%
107%
100%
 
Back