บ้าน หนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ทำหน้าที่โดยตรงคือคุ้มแดดคุ้มฝนป้องกันความหนาวเย็นของอากาศ รูปทรงอาคารบ้านเรือนจึงมักสร้างให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศละภูมิประเทศ ดังนั้นในแต่ละพื้นที่รูปทรงของอาคารจึงมักจะไม่เหมือนกัน บ้านในเขตเมืองหนาวมักจะออกแบบให้ทึบตันและช่องเปิดน้อย เพื่อกักเก็บความร้อนไว้ภานใน ส่วนบ้านในเมืองร้อนมักจะออกแบบให้เปิดโล่งและโปร่ง เพื่อให้ระบายอากาศ ลมพัดผ่านได้ดี
จากสภาพของภูมิอากาศที่ต่างกันนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบคือ “
สภาวะน่าสบาย” หมายถึงการรักษา
อุณหภูมิภายในบ้านให้พอเหมาะในการอยู่อาศัย สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดนอกจากการวางทิศทางของอาคารก็คือ เปลือกอาคาร โดยจะต้องทำหน้าที่ป้องกันความร้อน มิให้ถ่ายเทเข้ามาในตัวบ้านสำหรับบ้านที่อยู่ในเขตร้อน และมิให้ความร้อนถ่ายเทออกนอกบ้านสำหรับบ้านในเมืองหนาว การเลือกใช้วัสดุที่มาทำผนัง หลังคา หรือหน้าต่าง จะต้องคัดเลือกให้มีค่าสัมประสิทธิ์ในการถ่ายเทความร้อนต่ำ หรือมีความเป็นฉนวนนั่นเอง
บ้านหรืออาคารในเมืองหนาวที่ไม่มีระบบทำความร้อนด้วยไฟฟ้า มักจะเน้นและให้ความสำคัญกับผนังอาคาร โดยจะทำเป็นผนัง 2 ชั้นมีความหนา ชั้นนอกป้องกันสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีความแข็งแรง ชั้นถัดมาจะกรุด้วยฉนวนและชั้นนี้อาจมีท่อต่างๆ ที่ใช้ทำความอบอุ่นให้กับอุณหภมูมิภายในบ้าน สุดท้ายจะปิดทับด้วยผนังอีกชั้นหนึ่ง เพื่อตกแต่งให้สวยงาม ซึ่งระบบผนังแบบนี้สามารถปรับใช้ได้ทั้งเมืองร้อนและเมืองหนาว อาทิเช่น การก่อผนังด้วยอิฐมวลเบาที่ป้องกันความร้อนได้ดี กรุภายในด้วยฉนวนประเภทโฟมหรือใยแก้ว ก่อทับด้วยผนังก่ออิฐมวลเบาอีกชั้นหนึ่ง หรืออาจจะเป็นผนังเบาประเภทแผ่นยิปซั่ม โครงเคร่าเหล็ก ก็จะทำให้สามารถป้องกันความร้อนที่ถ่ายเทเข้าบ้านได้เป็นอย่างดี ถ้าต้องการประหยัดค่าก่อสร้างก็ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหลัง เลือกใช้เฉพาะผนังด้านที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดยามบ่ายด้านทิศตะวันตกก็พอ
หลังคาก็เป็นส่วนของอาคารที่สัมผัสกับความร้อนจากแสงแดดโดยตรงเกือบทั้งวัน บ้านทรงไทยแบบเดิมๆที่โล่งโปร่งสบาย ลมโกรกผ่านในสมัยก่อน ถือเป็นการใช้ภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาที่เหมาะกับสภาพอากาศอย่างยิ่ง ต่อมา

รูปแบบของหลังคาบ้านได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมจากประเทศต่างๆ เช่น บ้านแบบสเปน แบบเมดิเตอร์เรเนียน หรือแบบปั้นหยา ฉนวนใต้หลังคาจึงมีบทบาทสำคัญที่จะใช้ป้องกันความร้อน มิให้ถ่ายเทเข้ามาทางฝ้าเพดาน “
แผ่นฟอยล์สะท้อนความร้อนใต้หลังคา” ได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีหลักการว่าเมื่อความร้อนจากหลังคาแผ่ลงมากระทบกับแผ่นฟอยล์ก็จะสะท้อนออกไปทันที ไม่แผ่ลงมาสะสมระหว่างพื้นที่ใต้หลังคากับฝ้าเพดาน ปัจจุบันผู้ผลิตบางรายก็เพิ่มให้มีฉนวนด้วยเพื่อให้ป้องกันได้ดีขึ้น แต่อายุของแผ่นฟอยล์และความเงาของแผ่น เมื่อใช้ไปสักระยะจะลดลงทำใประสิทธิภาพในการสะท้อนลดลงไปด้วย อีกทั้งการติดตั้งที่จะได้ผลดีจะต้องติดใต้แป เพื่อให้ความร้อนที่สะท้อนออกมาสามารถระบายได้ดีกว่าการวางบนแป “ฉนวนใยแก้ว” ชนิดหุ้มด้วยฟอยล์ที่มีหลายความหนาให้เลือกใช้ ก็เป็นฉนวนอีกชิดหนึ่งที่เหมาะสม เพราะทำหน้าที่กักความร้อนไว้ที่โพรงใต้หลังคาไม่ให้แผ่ลงมาใต้ฝ้าเพดาน ซึ่งอากาศร้อนใต้โพรงหลังคาจะระบายออกทางฝ้าชายคา หรือช่องว่างของแผ่นหลังคาออกไปเองในที่สุด
ยังมีวัสดุอีกหลายประเภทที่เจ้าของผลิตภัณฑ์คำนึงถึงค่าการป้องกันการถ่ายเทความร้อน ให้โพรงอากาศทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันความร้อน เช่น หน้าต่าง Upvc ที่กรอบบานและวงกบจะโปร่ง ไม่ทึบตัน ทำให้ความร้อนถ่ายเทได้ยาก และถ้าใช้ร่วมกับกระจกกรองแสง และเป็นกระจกสองชั้นที่มีช่องว่าของอากาศอยู่ภายในด้วยก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเลือกใช้วัสดุที่มีค่าการถ่ายเทความร้อนต่ำ เป็นฉนวนกันความร้อนมาใช้กับบ้านนั้น ก็เพื่อให้เราลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการปรับอากาศนั่นเอง เป็นการช่วยกันลดสภาวะโลกร้อนไปในตัว การลงทุนเบื้องต้นอาจจะสูงกว่าการก่อสร้างทั่วไป แต่ผลระยะยาวนั้นคุ้มค่ากว่าแน่นอน
ไม่เฉพาะท่านเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่มีผลถึงส่วนรวมด้วยครับ