แสงสว่างนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันยามค่ำคืน  เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งใช้กับบ้านไม่น้อยไปกว่าพื้นที่ใช้สอยของอาคาร และรูปแบบทางสถาปัตย์ การเลือกใช้แสงที่เหมาะสมกับพื้นที่ภายในภายนอกบ้าน การกำหนดตำแหน่งติดตั้งดวงโคมและอุปกรณ์ปิดเปิดเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีความสะดวกสบายในการใช้งานเป็นเรื่องที่ผู้ออกแบบและสถาปนิกจะต้องคำนึงถึง ซึ่งปัจจุบันสถาปนิกผู้ออกแบบ หรือมัณฑนากรมิได้คำนึงถึงเฉพาะการส่องสว่างเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการออกแบบให้แสงเป็นส่วนที่ช่วยเน้นให้บ้าน มีความสวยงาม มีคุณค่า มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น  หลอดไฟฟ้า จึงเป็นอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างที่เราต้องรู้จักและเลือกใช้ หลอดไฟฟ้าแต่ละประเภทที่นำมาใช้จะต้องคำนึงถึงแสงที่ได้ ความสิ้นเปลืองพลังงาน ความร้อนที่จะมาคู่กับแสง และอายุการใช้งานของหลอดไฟนั้นๆด้วย
 
         หลอดไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ หลอดมีไส้ (Incandescent Lamp)และ หลอดปล่อยประจุ (Gas Discharge Lamp)           
         หลอดไฟฟ้าแบบมีใส้ (Incandescent Lamp) มีการเปลี่ยนรูปพลังงานจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานแสง หลอดไฟฟ้าแบบนี้จะมีขั้วหลอด 2 แบบ คือแบบเกลียวและแบบเขี้ยว มีส่วนประกอบที่สำคัญดังที่กล่าวมาแล้วคือ ไส้หลอด ที่ทำด้วยโลหะที่มีจุดหลอมเหลวสูง ทนความร้อนได้มาก เช่น ทังสเตน และครอบแก้ว ที่ทำจากแก้วที่ทนความร้อนได้ดี ไม่แตกง่าย  หลอดไฟฟ้าประเภทนี้ให้แสงสว่างได้ด้วยการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อนก่อนที่จะให้แสงสว่างออกมา จึงทำให้สิ้นเปลื่อง พลังงานไฟฟ้ามากกว่าหลอดชนิดอื่น การกินไฟของหลอดไฟจะกำหนดไว้ที่หลอดไฟทุกดวง เช่น หลอดไฟ้าขนาด 100 วัตต์ เป็นต้น หลอดไฟในตระกูลนี้ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปก็คือหลอดไฟมีใส้ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งก็มีมากมายหลายรูปร่าง และหลายขนาดให้เลือกใช้ หลอดอินแคนเดสเซนต์จัดได้ว่าเป็นหลอดที่ไม่ประหยัดพลังงานถ้าจำเป็นต้องใช้หลอดประเภทนี้ควรเลือกใช้ หลอดฮาโลเจน(Halogen Lamp) เป็นหลอดที่ประหยัดไฟฟ้าที่สุดในตระกูลนี้และมีอายุการใช้งานนานกว่าประมาณ 2-3 เท่า การใช้หลอดประเภทนี้มักใช้เฉพาะในพื้นที่ที่มีวัตถุประสงค์ทางด้านความสวยงาม แสงสี หรือ กรณีที่ต้องการเน้นโดยที่หลอดแบบอื่นทำไม่ได้ หากหลีกเลี่ยงได้ไม่ควรใช้หลอดประเภทนี้ในการให้แสงสว่างมากนัก เนื่องจากค่าประสิทธิภาพผล (ลูเมนต่อวัตต์) ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก ข้อดีของหลอดประเภทนี้อีกอย่างคือการติดทันทีเมื่อป้อนไฟฟ้า หรือเปิดไฟ เรียกว่าเปิดปุ๊บ ติดปั๊บ  และเมื่อแรงดันไฟฟ้าต่ำ หรือที่เรามักเรียกกันว่าไฟตก”ก็ยังให้แสงสว่างได้ แต่ปริมาณแสงอาจลดลง เหมาะสำหรับงานแสงสว่างฉุกเฉินที่มีสภาพการจ่ายไฟไม่ดี กรณีที่จำเป็นต้องใช้หลอดอินแคนฯ เราสามารถยืดอายุการใช้งานของหลอดได้โดยใช้สวิตช์หรี่ไฟหรือที่เรียกกันว่าสวิทช์ดิมเมอร์ (dimmer switch)การหรี่ไฟนั้นอาจทำให้อายุการใช้งานของหลอดสั้นลง และจะต้องระมัดระวังเรื่องของฮาร์มอนิก หรือเสียงครางหึ่งๆที่อาจจะไปรบกวนเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ และมีเสียงฮัมที่สวิตช์ด้วย ในการติดตั้งหลอดฮาโลเจน หากมือไปสัมผัสด้านในจะทำให้หลอดมีอายุการใช้งานสั้นลง ฉนั้นถ้าเราเผลอไปจับถูกตัวหลอดเข้าให้ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ก่อนใช้งานซึ่งหลอดไฟอีกประเภทหนึ่งคือ
        หลอดปล่อยประจุ(Gas Discharge Lamp) แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ หลอดปล่อยประจุความดันไอต่ำซึ่งมีแยกย่อย 3 ชนิดคือ หลอดฟลูออเรสเซนต์(Fluorescent Lamp)หลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์(compact Fluorescent Lamp) และหลอดโซเดียมความดันไอต่ำ หลอดประเภทนี้มีหลักการทำงานโดยเมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไอปรอทจะคายพลังงานไฟฟ้าให้อะตอมไอปรอท ทำให้อะตอมของไอปรอทอยู่ในสภาวะถูกกระตุ้น (excited state) และอะตอมของปรอทจะคายพลังงานออกมาเพื่อลดระดับพลังงาน  ในรูปของรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งอยู่ในช่วงของแสงที่มองไม่เห็น เมื่อรังสีนี้กระทบสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวหลอด สารเรืองแสงจะเปล่งแสงสีต่างๆตามชนิดของสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ในหลอดนั้นส่วนประกอบที่สำคัญคือ ตัวหลอด ทำด้วยแก้วภายในสูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทและก๊าซอาร์กอน เล็กน้อย  ผิวด้านในฉาบด้วยสารเรืองแสงชนิดต่างๆ ที่ให้สีตามต้องการ ไส้หลอด ทำด้วยทังสเตนหรือวุลแฟรมอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไส้หลอดจะทำให้ไส้หลอดร้อนขึ้น จะทำให้ไอปรอทที่บรรจุไว้ในหลอดกลายเป็นไอซึ่งจะมีสตาร์ตเตอร์ ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ไฟฟ้าอัตโนมัติและแบลลัสต์  ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมกระแสไฟฟ้า  หลอดไฟประเภทนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าแบบแรกถ้าต้องการแสงสว่างเท่ากับหลอดไฟฟ้าธรรมดา(อินแคนฯ) จะใช้วัตต์ที่ต่ำกว่า จึงเสียค่าไฟฟ้าน้อยกว่า เมื่อให้พลังงานไฟฟ้าเท่ากันจะให้แสงสว่างมากกว่าประมาณ 4 เท่า และมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดอินแคนฯประมาณ 8 เท่า อุณหภูมิของหลอดไม่สูงเท่ากับหลอดอินแคนฯทำให้ประหยัดไฟฟ้าในการใช้เครื่องปรับอากาศภายในห้องไปด้วย ส่วนข้อเสียของหลอดเรืองแสงประเภทนี้ก็คือ เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลอดอินแคนฯ เพราะต้องใช้แบลลัสต์และสตาร์ตเตอร์ และ หลอดเรืองแสงมักระพริบเล็กน้อยไม่เหมาะในการใช้อ่านหนังสือ
        รูปทรงของหลอดประเภทนี้มีหลายแบบ การใช้งานก็ใช้ได้กับพื้นที่ทั่วไปและควรเลือกสีหลอดใช้ให้ถูกต้อง จะทำให้ได้คุณภาพการให้แสงของหลอดที่ดีขึ้น สีของหลอดฟลูออเรสเซนต์มีทั้งหลอด เดไลท์ (day light)ใช้กับงานที่ต้องการความส่องสว่างสูงกว่า 500 ลักซ์ คูลไวท์ (cool white)ใช้งานที่ต้องการความส่องสว่าง 300-500 ลักซ์ และวอร์มไวท์ (warm white)ใช้กับงานที่ต้องการความส่องสว่างต่ำกว่า 300 ลักซ์ ความส่องสว่างกับชนิดสีของหลอดที่แนะนำให้ใช้เป็นพื้นฐานเท่านั้น บางครั้งอาจไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว เช่นพื้นที่ใกล้เคียงกันควรใช้หลอดที่มีสีเดียวกัน ตัวอย่างเช่น บางบริเวณที่ใช้หลอดอินแคนฯอยู่ เมื่อเปิดประตูออกไปถึงอีกพื้นที่หนึ่งก็ควรใช้หลอดหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีสีหลอดใกล้เคียงกัน เช่นสีวอร์มไวท์เป็นต้น หลอดประเภทนี้เมื่อใช้งานไปนานสักระยะ จะมีปริมาณแสงลดลง15-20 %หลอดฟลูออเรสเซนต์จะมีฮาร์มอนิกส์หรือเสียงครางมากน้อยขึ้นอยู่บัลลาสต์ที่ใช้ร่วมกับ
         ปัจจุบันมีหลอดฟลูออเรสเซนต์อีกประเภทหนึ่งนั่นคือหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์(compact Fluorescent Lamp)หรือที่เรามักเรียกกันว่าหลอดประหยัดไฟ ซึ่งเป็นการพัฒนาการไปอีกขั้นหนึ่งให้มีขนาดที่เล็กลงแต่มีความสว่างมากขึ้น และกินไฟน้อยลง การใช้งานก็ใช้กับโคมไฟส่องลง หรือที่เรียกกันติดปากว่าดาวน์ไลท์(down light)ในกรณีให้แสงทั่วไป ถือว่าประหยัดพลังงานแสงสว่างได้มากกว่าหลอดอินแคนฯ การเลือกใช้ชนิด และสีของหลอดมีความสำคัญสำหรับงานแต่ละชนิด ถ้าเป็นความส่องสว่างต่ำก็ควรใช้หลอดที่มีอุณหภูมิสีต่ำ คือสีเหลือง หรือหลอดวอร์มไวท์ ถ้าเป็นความส่องสว่างสูงก็ควรใช้หลอดที่มีอุณหภูมิสีสูง เช่นหลอดคูลไวท์ การเปลี่ยนมาใช้หลอดแบบนี้แทนที่หลอดอินแคนฯในโคมไฟดาวน์ไลท์ให้ระวังเรื่องการระบายความร้อน ซึ่งจะทำให้อายุการใช้งานของหลอดสั้นลงมาก และระวังเรื่องแสงบาดตา ส่วนบริเวณที่จำเป็นต้องปิดไฟไว้นานๆ เช่น ไฟรั้ว ไฟทางเดินก็ควรใช้หลอดประเภทนี้ และในกรณีที่ต้องใช้หลอดจำนวนมากให้ระวังปัญหาเรื่องฮาร์มอนิก หลอดที่ใช้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป จะทำให้ปริมาณแสงสว่างจากหลอดลดลงมาก ดังนั้นถ้าใช้หลอดประเภทนี้ต้องพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะโคมที่มีการระบายอากาศไม่ดี เป็นต้น
          หลอดโซเดียมความดันไอต่ำ ก็เป็นหลอดแบบปล่อยประจุอีกแบบหนึ่งที่มักนำมาใช้งานกับบริเวณที่ไม่ต้องการความถูกต้องสี เช่นไฟถนน งานส่องบริเวณ ซึ่งหลอดประเภทนี้มีประสิทธิผลสูงสุด เมื่อเทียบกับหลอดทุกชนิดแต่ไม่ควรใช้กับงานที่ต้องการความถูกต้องสี เช่น บริเวณเบิกเงิน ATM หรือห้างสรรพสินค้า และไม่ควรใช้กับงานที่ต้องเปิดหลอดและสว่างทันที เช่น งานทางด้านความปลอดภัยเป็นต้น
         นอกจากนี้ยังมีหลอดไฟอีกมากมายที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ สวนสาธารณะ ไฟถนน ห้างสรรพสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมเช่นหลอดโซเดียมความดันไอสูง หลอดปรอทความดันไอสูง และหลอดเมทัลฮาไลด์ เป็นต้นซึ่งแต่ละชนิดก็จะเหมาะในการใช้งานแตกต่างกันออกไป แต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้
 
         อย่างไรก็ดี การเลือกใช้หลอดไฟฟ้าแต่ละชนิดต้องพิจารณาค่าทางวิทยาศาสตร์หลายๆองค์ประกอบร่วมกันก่อนที่จะนำไปใช้งานเช่น ค่าฟลั๊กซ์การส่องสว่าง (Luminous flux)  หมายถึง ปริมาณแสงสว่าง มีหน่วยเป็นลูเมน ค่าประสิทธิผล (Efficacy)ปริมาณแสงที่ออกมาต่อวัตต์ที่ใช้ (ลูเมน/วัตต์) ซึ่งหลอดที่มีค่าประสิทธิผลสูงหมายความว่าหลอดนี้ให้ปริมาณแสงออกมามากแต่ใช้วัตต์ต่ำ ค่าความถูกต้องของสี (Color rendering) ซึ่งเมื่อสีของแสงจากหลอดไฟที่ส่องไปถูกวัตถุให้ความถูกต้องสีมากน้อยเพียงใด มีหน่วยเป็น เปอร์เซนต์ หลอดที่มีค่าความถูกต้อง 100% หมายความว่าเมื่อใช้หลอดนี้ส่องวัตถุชนิดหนึ่งแล้วสีของวัตถุที่เห็นไม่มีความเพี้ยนของสีเลย ค่าอุณหภูมิสี (Color temperature) หมายถึง สีของหลอดเทียบได้กับสีที่เกิดเนื่องจากการเผาวัตถุดำอุดมคติให้ร้อนที่อุณหภูมินั้น เช่น หลอดอินแคนเดสเซนต์มีอุณหภูมิสีประมาณ 3000 องศาเคลวิน มุมองศาในการใช้งานหลอด (Burning position) หมายถึง มุมองศาในการใช้งานหลอด สำหรับการติดตั้งหลอดตามคำแนะนำของผู้ผลิตและอายุการใช้งาน (Life time) หมายถึงอายุการใช้งานของหลอดโดยเฉลี่ยของหลอด ซึ่งหน่วยเป็นชั่วโมง
 
        สุดท้ายการเลือกใช้ดวงโคม หลอดไฟให้เหมาะกับพื้นที่นั้นๆของบ้านสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอีกประการก็คืองบประมาณ ความคุ้มค่า และที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือการประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานของโลกให้คุ้มค่ามากที่สุดครับ
ที่มา  นิตยสาร Decoration Guide ฉบับเดือนธันวาคม 2551
 
Back