|
คงต้องยอมรับว่าปีนี้เป็นปีสดใสของบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างอีกปีหนึ่ง เหตุเพราะผลพวงจากน้ำท่วมเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เหล่าดีเวลอปเปอร์ทั้งหลายต่างเร่งเปิดตัวโครงการใหม่กันอย่างคึกคักในช่วงต้นปี หวังปั๊มสัดส่วนรายได้ที่หดหายไปให้กลับคืนมา ในที่นี้ยังไม่รวมถึงโครงการต่างๆ ของภาครัฐทั้งเมกะโปรเจ็กต์และไม่ใช่เมกะโปรเจ็กต์ แต่ภายใต้ความสดใสนั้นผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างหลายรายก็ต้องประสบปัญหาเรื่องของราคาค่าแรงและปัญหาแรงงานขาดแคลน ทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างบางบริษัทผิดนัดสัญญาส่งมอบงาน จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตดังเช่นที่ปรากฏในปัจจุบัน
แต่สำหรับบริษัทที่มีการเตรียมการรับมืออย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน ก็จะสามารถนำมาเป็นอำนาจในการต่อรองกับบรรดาดีเวลอปเปอร์ได้เป็นอย่างดีเหมือนดังเช่น บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) ที่ นายชัยรัตน์ ธรรมพีร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้เปรียบเปรยตนเองในช่วงเวลานี้ว่า "เมื่อก่อนเราเปรียบเสมือนเป็นนางทาส ที่ใครๆก็คอยข่มเหง แต่ตอนนี้เราเป็นเหมือนนางงาม ที่ใครๆ ก็อยากได้ จนต้องยอมให้ในสิ่งที่เราขอ แต่สิ่งที่เราขอต้องเป็นสิ่งที่ไม่เอาเปรียบคู่ค้า"
**ปรับเพิ่มเป้ารายได้สู่ 4,000 ล้านบาท
ผลจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ของภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ต่างได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ แต่ปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการรายเล็กไปจนถึงรายกลางคือปัญหาขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับส่วนแบ่งตลาดในส่วนนี้ไปครอง
บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 28% จากเดิมที่คาดการณ์เอาไว้เมื่อต้นปีว่าจะมีรายได้รวมที่ 3,700 ล้านบาท และขยายตัวเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับรายได้รวมปี 2554 คืออยู่ที่ 3,127.75 ล้านบาท โดยรายได้รวมจำนวน 4,000 ล้านบาทนั้นจะมาจากการวางเป้าหมายในการทยอยรับรู้รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างถึง 3,250 ล้านบาท ของมูลค่างานคงค้างในมือ (แบ็กล็อก) มูลค่า 5,100 ล้านบาท รวมกับคาดว่าจะรับงานเพิ่มเติมภายในปีนี้อีกประมาณ 1,400 ล้านบาท
ในส่วนของธุรกิจในเครือยังคงประมาณการรายได้เดิม โดยคาดว่าในส่วนบริษัทบิลท์แลนด์ฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะมีรายได้รวม 590 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้ส่วนที่เหลือจากโครงการคอนโดมิเนียม เดอะเทมโป ร่วมฤดีมูลค่า 143 ล้านบาท การรับรู้รายได้ทั้งหมดมูลค่า 387 ล้านบาท จากคอนโดมิเนียม เดอะเทมโป พหลโยธิน และการรับรู้รายได้บางส่วนจากโครงการทาวน์เฮาส์ เดอะเทมโป ทาวน์ ไทรม้า มูลค่า 60 ล้านบาท
สำหรับบริษัทพีซีเอ็ม คอนสตรัคชั่น แมททีเรียล จำกัด ผลิตแผ่นพื้นและผนังสำเร็จรูปคาดว่าจะมีรายได้จากการขายประมาณ 480 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากบริษัทบิลท์ฮาร์ท จำกัด ธุรกิจบริการหลังการขายให้กับบริษัทบิลท์แลนด์ฯอีกจำนวน 1.47 ล้านบาท
**กลยุทธ์มัดใจลูกค้า เพิ่มมูลค่าให้บริษัท
ตอนแรกที่เราเข้ามาทำงานรับเหมาใหม่ๆ ก็ทำแบบเก็บเล็กผสมน้อย คือ รับงานที่มีมูลค่าโครงการเพียงหลักร้อยล้านบาทเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้เรารับงานแต่ละโครงการไม่ต่ำกว่าหลัก 1,000 ล้านบาท การเติบโตแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมาได้ง่ายๆ ถ้าจะถามว่าอะไรที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ ก็คงจะต้องบอกว่า ความตรงเวลาในการส่งมอบงานและคุณภาพงานที่ได้มาตรฐานตรงตามสัญญา โดยลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในบริษัทมีมากมายอาทิ โรงงานอิชิตัน ของนายตัน ภาสกรนที , กลุ่มทีซีซี แลนด์ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี , กลุ่มคิวเฮ้าส์ , กลุ่มไรมอนแลนด์ , กลุ่มเอสซีแอสเสท ฯลฯ และล่าสุดกับโครงการก่อสร้างลานจอดรถมูลค่า 1,200 ล้านบาทของวัดพระธรรมกาย
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้ธุรกิจมีงานรับเหมาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นหมัดเด็ดในการต่อรองกับดีเวลอปเปอร์ ยิ่งในสภาพที่ผู้รับเหมาขาดแคลนแรงงานเช่นนี้ก็จะยิ่งทำให้เราได้เปรียบมากขึ้น อยากให้บรรดาดีเวลอปเปอร์ทั้งหลายที่เคยโหดกับผู้รับเหมา เคยกดขี่ผู้รับเหมาทุกรูปแบบรับรู้ว่า ถึงเวลาวันหนึ่งที่คุณต้องง้อเขา เขาก็จะเห็นคุณไม่มีความหมาย
ดังนั้น ดีเวลอปเปอร์จึงมีแค่ 2 ทางเลือกคือ กระโดดเข้ามาทำรับเหมาเองหรือดูแลผู้รับเหมาเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเลือกวิธีการดูแลผู้รับเหมาเป็นอย่างดีมากกว่า ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากจะเปรียบตัวเองและผู้รับเหมาว่าเป็นเหมือนนางงามที่มีสายสะพายพร้อมมงกุฎ ดังนั้นจึงมีสิทธิ์เลือกงาน ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เปรียบดังเช่น นางทาส คอยรองรับความไม่เป็นธรรม
**ทางออกผู้ประกอบการที่ขาดผู้รับเหมา
หากบรรดาเหล่าดีเวลอปเปอร์ต้องการผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ ในยุคแรงงานขาดแคลนเช่นนี้ก็ควรยอมจ่ายมากขึ้นและปรับลดกำไรของตัวเองลงมา อีกทั้งในส่วนของข้อตกลงต่างๆ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้รับเหมาก่อสร้างมากขึ้นคือ หากมีการตกลงกันว่าจะซื้อของเอง แต่เมื่อเข้ามาทำจริงกลับเปลี่ยนให้ผู้รับเหมาเป็นคนซื้อ หรือถ้าผู้จ้างขาดส่งเงินงวดใดงวดหนึ่ง ผู้รับเหมามีสิทธิ์หยุดงาน
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแบบกะทันหัน ทำให้ต้องหยุดการก่อสร้างเป็นเดือน ปัญหาที่เกิดคือ มีการย้ายออกของแรงงาน เนื่องจากแรงงานเหล่านั้นไม่มีรายได้จากการก่อสร้าง หรือในกรณีที่ต้องหยุดทำงานชั่วขณะ เนื่องจากเหตุการณ์สุดวิสัยต่างๆที่ไม่ใช่ความผิดของผู้รับเหมา เมื่อถึงเวลาเคลมกลับให้เคลมตามเวลาที่หยุดงาน ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ หากคนงานทำงานอยู่บริเวณชั้น 60 ของอาคาร แต่เมื่อต้องหยุดพักชั่วคราวประมาณ 3 ชั่วโมงและลงมาชั้น 1 การที่จะกลับขึ้นไปทำงานอีกครั้งต้องใช้เวลาอย่างมาก ดังนั้นเรื่องของการเคลมเวลาทำงาน 3 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้ผู้ว่าจ้างควรทำความเข้าใจ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน
**เตรียมผุดคอนโดฯ แถวกองทัพอากาศ
แม้ว่ารายได้หลักของเราจะมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นหลัก แต่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นสิ่งที่เราดำเนินงานไปพร้อมๆกัน ขณะนี้ได้หาซื้อที่ดินบริเวณกองทัพอากาศไว้แล้ว เล็งว่าจะขึ้นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์จำนวน 1 โครงการ ขนาด 7-8 ชั้น ในอนาคตหากราคาที่ดินยังพุ่งสูงขึ้นอยู่เช่นนี้ ก็คาดว่าจะสร้างคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ เนื่องจากต้นทุนที่ดินจะสูงมาก ตัวอย่างเช่น ที่ดินแถวบางบัวทองบริเวณแนวรถไฟฟ้า ก่อนที่รถไฟฟ้าจะมาที่ดินบริเวณนั้นตารางวาละไม่กี่หมื่นบาท ปัจจุบันพุ่งสูงถึงตารางวาละกว่า 1 แสนบาท
โดยบริษัทตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่ปีละ 2-3 โครงการ แต่ในปีนี้คงต้องปรับลดเป้าลง เหตุเพราะงานรับเหมาก่อสร้างล้นมือ และการหาซื้อที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก เพื่อให้ได้ที่ที่ดีที่สุดในการขึ้นสร้างคอนโดมิเนียมใหม่ โดยทำเลที่วางแผนไว้คงเป็นแนวรถไฟฟ้า ในส่วนของที่อยู่อาศัยแนวราบก็ยังคงดำเนินการต่อไป แต่ก็คงต้องดูปริมาณฝนปีนี้ก่อน ถ้าปีนี้น้ำยังท่วมอยู่เช่นเดิมความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบก็คงชะลอตัวลง โดยจะหันมาทำตลาดคอนโดมิเนียมมากขึ้น แต่ถ้าน้ำไม่ท่วมเหมือนปีที่แล้วเชื่อว่าที่อยู่อาศัยแนวราบก็จะยังคงดำเนินไปในทิศทางดังเช่นที่ผ่านมา
ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 5-8 สิงหาคม 2555
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=134488:2012-08-03-09-02-17&catid=129:2009-02-08-11-47-38&Itemid=479
|