ลูกหนี้บ้านธอส.ตกงานกรี๊ด!! 'ยืดอายุหนี้ถึง 70 ปี-ปรับโครงสร้าง-ลดดอก' /คุม NPLปีนี้ไม่เกิน 2-3%
 
ลูกหนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ถูกเลิกจ้าง-ตกงาน โล่งอก ธอส.งัดมาตรการอุ้ม ชงบอร์ดขยายอายุผู้กู้ไปถึง 70 ปี พร้อมลดดอกเบี้ย ส่วนที่มีปัญหาค้างชำระดอกเบี้ยสะสม ให้ใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้แยกดอกเบี้ยค้างสะสมพักต่างหาก แจงวิเคราะห์ช่วยเหลือเป็นรายกรณี พิจารณาจากหนังสือยืนยันการยกเลิกการจ้างงาน ส่วนอาชีพอิสระดูบัญชีธนาคารย้อนหลัง เตรียมเสนอบอร์ดอีกครั้ง 27 มีนาคมนี้ หวังวางกรอบคลุมหนี้บ้านปี 2552 ไม่ให้ทะลักเป็นเอ็นพีแอลเกิน 2-3%

http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=R3324121&issue=2412
นายวัฒนา มโนเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก ธอส.จึงได้วางมาตรการควบคุมหนี้เสียที่เกิดจากสินเชื่อบ้านหรือเอ็นพีแอล (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ไม่ให้เกิน 2-3% ซึ่งจะนำเสนอแผนให้บอร์ดบริหารพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 27 มีนาคมนี้ โดยแผนงานดังกล่าว จะพยายามไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลซึ่งจะน้อยหรือมากก็ต้องมีการชำระ ถ้าหากเป็นลูกหนี้ใหม่ก็จะให้ลูกค้าหาผู้กู้ร่วม

ส่วนกรณีคู่สมรสที่ผ่อนชำระค่าบ้านมานานแล้วเช่น 10 ปี แต่เกิดการว่างงานในภายหลัง สมมติว่าหนี้ 1 ล้านบาท และลูกหนี้ได้ผ่อนไปแล้วจนเหลือมูลหนี้อยู่ประมาณ 7 แสนบาท ธนาคารก็จะนับระยะเวลาในการผ่อนชำระใหม่โดยยืดอายุการชำระหนี้ออกไปอีก 20 ปี หรือขยายอายุในการผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้จนกระทั่งถึงอายุ 70 ปี

ทั้งนี้ธนาคารอาจจะลดดอกเบี้ยลง 2% เป็นต้น ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยลดลงเงินงวดที่จะส่งต่อเดือนก็ลดลงด้วยโดยลูกค้าก็จะส่งบ้านเพียง 4,000-5,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น

กรณีที่ลูกค้าค้างชำระดอกเบี้ยสะสม 5 เดือนถึง 1 ปี สมมติว่ามีดอกเบี้ยสะสมอยู่ประมาณ 30,000-50,000 บาท ก็จะใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้โดยแยกเอาดอกเบี้ยที่ค้างสะสมออกมาก่อนและให้ลูกค้าชำระค่าบ้านจากเงินต้นที่ได้แยกเอาดอกเบี้ยที่ค้างสะสมออกไปแล้วซึ่งก็จะทำให้เงินงวดที่ลูกค้าส่งสามารถเข้าถึงเงินต้นได้ ส่วนหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยค้างสะสมเมื่อลูกค้าได้งานทำใหม่แล้วก็จะมาตกลงกับลูกค้าอีกครั้งว่าจะชำระแบบใดเป็นก้อนกี่งวดหรือกี่ครั้งโดยจะไม่คิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มในส่วนของหนี้ดอกเบี้ยสะสม

อย่างไรก็ตามธนาคารจะพิจารณาเป็นกรณีๆไป โดยดูจากหลักฐานการยืนยันการยกเลิกการว่าจ้างและวิเคราะห์มาตรการให้ความช่วยเหลือโดยดูว่าลูกค้ามีเงินชดเชยหรือไม่หรือมีเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่ ส่วนผู้ที่มีอาชีพอิสระจะพิจารณาจากบัญชีเงินฝากย้อนหลังว่ามีรายได้เข้ามาหรือไม่

นายวัฒนา กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ธอส.ได้เคยนำแผนการป้องกันการเกิดเอ็นพีแอลเสนอ บอร์ดบริหารไปแล้วรอบหนึ่ง แต่บอร์ดให้กลับมาทบทวนอีกครั้งว่าจะสามารถควบคุมเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 2-3% ได้จริงหรือไม่ เพราะมีคนตกงานเป็นล้านๆคน ซึ่งเมื่อปี 2550 เอ็นพีแอลได้เพิ่มเป็น 10.5% จาก 6.5% และสิ้นปี 2551อยู่ที่ 6.5% แต่ที่เป็นเอ็นพีแอลจริงๆ เพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น

อย่างไรก็ดี จากการที่มีนักวิชาการเรียกร้องให้มีการพักชำระหนี้บ้านเหมือนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) นั้น ไม่สามารถทำได้เพราะธนาคารมีรายได้จากลูกหนี้เพียงทางเดียว หากมีการพักชำระหนี้ต้องสำรองหนี้สูญเต็มจำนวน ส่วนกรณีการปรับสัญญาซื้อ-ขายบ้านเป็นสัญญาเช่าซื้อจะต้องมีการโอนสัญญาไปมาซึ่งควรจะใช้กับลูกค้าในอนาคตมากกว่าลูกค้าเก่า ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อในลักษณะของสัญญาเช่าซื้อในกลุ่มลูกค้าที่ไม่ค่อยมั่นใจโดยมีเจ้าของหมู่บ้านเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อแต่ไม่ประสบผลสำเร็จมีลูกค้าอยู่ประมาณ 1,000 รายเท่านั้นเนื่องจากลูกค้าต้องการมีกรรมสิทธิ์ในบ้าน ประการที่สองทำให้ธนาคารเกิดทรัพย์สินหลอกๆ จึงได้เลิกไปเมื่อปี 2551 หลังดำเนินการมาร่วม 3 ปี

ทั้งนี้การควบคุมเอ็นพีแอลในครั้งนี้ได้กระทำทั้งสองส่วนคือเอ็นพีแอลเก่าและใหม่ ในส่วนของเอ็นพีแอลเก่าตั้งเป้าลดลง 20% หรือประมาณ 48,000 ล้านบาทจากเอ็นพีแอลของธอส.ที่มีอยู่ 60,000 ล้านบาท ส่วนเอ็นพีแอลใหม่เพิ่มไม่เกิน 18,500 ล้านบาท (2-3%) อย่างไรก็ตามจากปัญหาการว่างงาน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเอ็นพีแอลจะเพิ่มหรือไม่อาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจนต้องรอดูหลังไตรมาส 1 ไปแล้ว

ในส่วนเอ็นพีแอลเก่า ในปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น 3 กอง ๆที่มีอายุไม่เกิน 3 ปีมีมูลค่า 40,000 ล้านบาท กองที่มีอายุ 3-5 ปีมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท และกองที่มีอายุเกิน 3-5 ปี มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งกองที่มีระยะเวลาเป็นหนี้สูญนานธอส.จะจ้างสำนักงานทนายความข้างนอกให้เป็นผู้ดำเนินการติดตามหนี้เพราะตามลำบาก

สำหรับกรณีที่เป็นทรัพย์ส่วนขาด ธนาคารได้สั่งให้สำนักงานทนายความเน้นยึดทรัพย์เฉพาะทรัพย์ที่เป็นบ้านและที่ดินเท่านั้นซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาการยึดทรัพย์สินในส่วนอื่นๆของลูกหนี้ ทั้งนี้ธนาคารไม่สามารถที่จะตัดหนี้ส่วนขาดเป็นหนี้สูญได้เพราะมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทวงถามถึง 2 ครั้งหากไม่มีทรัพย์ที่ดินหรือบ้านให้ยึดเพิ่มจึงจะตัดเป็นหนี้สูญแต่ปัญหาคือธนาคารไม่กล้าที่จะแทงเป็นหนี้สูญเพราะอาจสร้างปัญหาในภายหน้าจากการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้ โดยธนาคารมีแนวคิดจ้างที่ปรึกษามาศึกษาว่าจะสามารถขายออกไปให้กับผู้อื่นได้หรือไม่ แม้จะขายขาดทุนหรือกำไรก็ยังมีหลักฐานในการว่าจ้างอย่างชัดเจนคาดว่าจะใช้เวลาศึกษา 1 ปี โดยตั้งเป้าขายหนี้ส่วนขาดประมาณ 10% จากมูลหนี้ 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังต้องดูแลเอ็นพีเอ (ทรัพย์สินรอการขาย) ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ 74,000 ล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในต่างจังหวัด และ 80% เป็นที่ดินเปล่า โดยธนาคารมีปัญหาเรื่องจัดการกับเอ็นพีเอที่เป็นที่ดินเปล่าที่มีอายุเกิน 5 ปี ในต่างจังหวัดที่ขายไม่ออกมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาทซึ่งหากธนาคารเก็บไว้จะต้องตั้งสำรองหนี้สูญเต็มจำนวนโดยต้องยอมขายในราคาที่ขาดทุนเพื่อให้ขายได้โดยจะนำทรัพย์ที่มีอายุเกิน 5 ปีออกประมูลในราคาลดถึง 30% ในวันที่ 25 เมษายนนี้จะจัดเป็นครั้งแรกของปีโดยทั้งปีจะจัดประมาณ 3 ครั้ง

อย่างไรก็ดีจากในปีนี้ที่มีแนวโน้มการเกิดเป็นพีแอลเพิ่มขึ้น ธนาคารเองอาจจะต้องซื้อเอ็นพีเอเข้ามามากหน่อยเพราะเอกชนไม่สามารถซื้อได้แต่จะเน้นซื้อมาเท่าไหร่ก็จะผลักดันให้มีการขายออกเท่านั้นเพื่อคงระดับเอ็นพีเอไว้ที่ 74,000 ล้านบาทไม่มากไปกว่านี้เพราะการเกิดเอ็นพีเอย่อมหมายถึงการมีเอ็นพีแอลเพิ่ม

ที่มา  น.ส.พ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 26 มี.ค.-28 มี.ค. 2552